[SF] Love in TAIWAN [Japan Community]
posted on 01 Oct 2007 16:14 by devilz79 in FICTIONs, JOHNNYs
** ฟิคเรื่องนี้ไม่ใช่เหตุการณ์จริงแต่อย่างใด แค่เอามาอิงภาพข่าวเล็กน้อย...โปรดอย่าคิดมาก!!!
** เรื่องนี้จะมีการใช้สรรพนามปนกันให้มั่ว ไม่ใช่ไม่รู้ แต่เพื่ออรรถรสในการอ่าน อย่าคิดมาก
Title: Love in TAIWAN
Cast: Keita x 0.6 (Chen Yi)
***********************************
โฮ้ยย!! ทำไมผมจะต้องมายืนรอให้หิมะมันหยุดตก ในขณะที่เจ้าสองตัวนั้นกำลังนอนพักสบายกายสบายใจอยู่ในโรงแรมด้วยวะเนี่ย!? มือบางถูไปมาเพื่อขับความหนาว ใบหน้าหล่อเริ่มจะยับยู่ยี่เพราะอากาศที่หนาวจนมันแทบจะทะลวงลึกเข้าไปข้างใน
ผมก้มลงมองดูมือถือที่แบตหมดอย่างสิ้นหวัง โฮกกกกกกก อะไรดวงคนหล่อมันจะซวยปานนี้ หลงทางที่ญี่ปุ่นจะไม่ว่า ทำไมจะต้องมาที่ต่างแดนจากแฟนมาไกลด้วยวะเนี่ย
“เอ่อ...&#$^)*@#” เสียงเรียกที่ไม่เป็นภาษาดังมาจากข้างหลังพร้อมการสะกิดจึ๊กๆ แทบทำให้ผมฟาดแขนยาวๆออกไปทันที ผมได้แต่หันไปมองหน้าหมอนั่นด้วยความงุนงง หน้าคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนนะ “อ๊ะ! ทาจิบานะคุง &&%$#$$” ผมฟังออกแว่วๆแค่ชื่อผมเท่านั้นแหละ แต่เอ...หมอนี่รู้จักผมด้วยเหรอ?
คนที่เรียกร่างสูงให้หันไปได้แต่ยืนทำตาวาวเมื่อเห็นหน้าคนที่รู้จัก (รู้จักฝ่ายเดียวนะ - -“) “เอ่อ...Are you go to your hotel?” สปีคอิงลิชออกมา โอ้ววว!! ทำเอาทาจิบานะคุงแทบต้องตั้งสติอีกรอบ
“Y…yes ล่ะมั้ง” ผมเกาหัวแกรกๆ แล้วรู้ได้ไงอ่ะว่าผมจะไปโรงแรม!!?? หรือว่าหมอนี่จะเป็นแฟนคลับผมหน๊อ? ถึงได้ติดตามจนรู้ว่าอยู่โรงแรมไหน โฮ่ะๆ ดังไม่เบาเลยนะเนี่ย แต่เฮ้! คุณผู้จัดการไม่ได้บอกทางฝั่งนี้นี่ว่าพวกผมจะเดินทางกันวันไหน “ha…ha Who are you?” ถามออกไปตามฉบับคุณชายทาจิบานะ
เขายิ้มก่อนที่จะกวักมือให้ผมเขาไปอยู่ใต้ร่ม เหะ? ผมพูดไม่รู้เรื่องหรือว่าเขาฟังไม่รู้เรื่องกันแน่? “Tomorrow, you’re know who am I.” หมอนั่นพูดแล้วก็พยายามที่จะยืดแขนให้ร่มมาคลุมหัวผมให้ได้ ผมเลยถือวิสาสะคว้าร่มมาไว้ในมือก่อนจะยิ้มโปรยเสน่ห์ ตามสไตล์คุณชายเคตะ
เอาเถอะ...หมอนี่จะเป็นใครก็ช่าง แต่ถ้ามีร่มพาเรากลับโรงแรมได้ก็พอใจและ ฮ่าๆ “Where is your hotel?” เจ้านั่นถามขึ้นมา ผมถึงกับชะงักเท้าที่กำลังจะเดินออกไป นั่นสิ...โรงแรมอะไรวะ? ตอนที่เดินออกมาก็ประมาณว่าสบายอารมณ์ เดินไปเรื่อยๆ กรรมเวรเอ๊ยยยยย!!!
“แฮะๆ I don’t know…”
คอตก หางตก ผมแทบจะเป็นหมาข้างถนนไปเลย เมื่อหมอนั่น คนที่คุณรู้ว่าใครน่ะแหละทำหน้าเอือมระอาผมอย่างสุดๆ “Why don’t you call your friend?”
“My battery is lose” ผมตอบกลับไปอย่างเก้ๆกังๆ แกรมม่งแกรมม่าไม่สน เอาแค่คนที่พอจะช่วยผมได้เข้าใจมันก็ถือว่าสวรรค์ทรงโปรดแล้ววว ฮือออออออ~
หมอนั่นเอื้อมมือไปคลำๆตูด เอ้อ...ผมหมายถึงเขากำลังล้วงกระเป๋ากางเกงน่ะ ก่อนที่จะยื่นโทรศัพท์มือถือมาจ่อหน้าผม “Please, call your friend and ask him where’s your hotel” มันพูดจ๋อยๆโดยไม่ดูหน้าผมที่กำลังจะบอกว่าไม่ค่อยจะเก็ทอย่างแรง แต่ก็คงประมาณว่าโทรหาเพื่อนแกแล้วให้มันบอกทางสิ
ผมยิ้มแห้งๆก่อนจะกดเบอร์ไอ้ริวด้วยความแม่นจำ “ตู๊ดดดดดดด~ ตู๊ดดดดดดด~ ตู๊ดดดดดดดดด~” โทรศัพท์ไอ้ริวร้องออกมาแล้วจากตู๊ดยาวๆมันก็เปลี่ยนมาเป็น “ตุ๊ด ตุ๊ด ตุ๊ด ตุ๊ด....” ผมกดวางสายอย่างเสียอารมณ์ แล้วต่อสายหาท่านชายเรียวเฮทันที ซึ่งผมไม่ทราบว่าไอ้สองคนนี้มันเป็นฝาแฝดกันแต่ปางไหน โทรศัพท์มันลอกเสียงออกมาแบบเดียวกันเด๊ะๆเลย
หมอนั่นมองหน้าผมอย่างสงสัย ผมกลั้นใจกดโทรศัพท์หาผู้จัดการเป็นคนสุดท้าย “จ๋า~” เสียงหวานจ๋อยแนวน่ากลัวของผู้จัดการรับโทรศัพท์จนผมอยากจะกลั้นใจตาย โอ้วก๊อด!!
“ท่านผจก. ช่วยออกมารับกระผมเคตะหน่อยสิ” ผมกดเสียงลงไปประมาณว่าผมใกล้ตายแล้วนะ~ ถ้าไม่ออกมารับผม
“หะ? เคตะคุงเหรอ?” ไม่ใช่ล่ะมั๊ง - -++ “อยู่ที่ไหนครับน่ะ? แต่ว่าตอนนี้คงจะให้ออกไปรับไม่ได้หรอกนะครับ เพราะว่าเรียวเฮคุงกับริวอิจิคุงเอาออกไปเที่ยวข้างนอกน่ะครับ” เสียงเหมือนจะกระตือรือร้นหน่อยๆ ของผู้จัดการไม่ได้ทำให้ผมดีขึ้นมาเลย แง่ง!! ไอ้สองตัวนั้นนนนน!! เอารถออกไปใช้ในยามจำเป็น
“งั้นช่วยบอกผมได้มั้ยว่าโรงแรมชื่ออะไร?” อย่างน้อยๆ หมอนี่มันก็น่าจะรู้จักล่ะวะ...เนอะ
“XxxxxxX ครับ” ผมพูดอีกสองสามคำก่อนจะวางสายไปแล้วส่งโทรศัพท์คืนให้กับเจ้าของที่ยืนรอทำหน้าบุญไม่ค่อนจะพอ
“XxxxxxX Hotel” หมอนั่นทำท่าเข้าใจทันทีเมื่อผมบอกชื่อโรงแรม...สงสัยโรงแรมนี่จะดังเอาการอยู่ ไม่งั้นก็คงไม่ได้เปิดมาต้อนรับหนุ่มๆ W-inds อย่างพวกเรา โฮ่ะๆ
ทั้งสองคนเดินออกมาตามทางเดินเรื่อยๆ แสงสีของกรุงไทเปยามค่ำคืนมันก็ไม่ค่อยมีอะไรต่างไปจากที่โตเกียวหรอกมั้ง คนที่ตัวเล็กกว่าเงยมองเสี้ยวหน้าของร่างสูงก่อนจะเดินอมยิ้มไป
“What?” พ่อหนุ่มเคตะออกปากถามเมื่อเห็นว่าคนที่เดินข้างอยู่ๆก็อมยิ้มคนเดียว...มันบ้าป่ะวะ? เออ แล้วกุก็ยอมมาเดินกับคนบ้าน่ะนะ “Why you smile?”
“I want…” เพียงคำตอบสั้นๆ ก็ทำให้พ่อเคะของเราก้าวขาแทบไม่ออก แหม...คำตอบมันน่า ฮึ่มม ซะจริงๆ
แต่ในที่สุดการเดินทางอันแสนสงบ (เพราะไม่มีใครพูด - -++) ก็เดินมาถึงจุดหมายจนได้ คนนำทางควักแว่นกันแดดออกมาใส่ในยามค่ำคืนทันที เคตะหันไปมองอย่างสงสัย? หรือมันจะบ้าจริงๆวะเนี่ย~!!??
“Ok, Mata ashita ne” หมอนั่นพูดก่อนจะหันหลังหนีผมไปแทบจะทันที
“อะ...อ้าว?” ผมเกาหัวแกรกๆ “ยังไม่ได้ขอบคุณเลยวุ้ย” แต่เฮ้ย!! เมื่อกี๊มันพูดภาษาญี่ปุ่นนี่หว่า Mata ashita เจอกันพรุ่งนี้นะ...ผมก็ได้แต่เกาหัวแกรกๆด้วยความงงขั้นรุนแรงก่อนจะเดินเข้าโรงแรมไป
“ทาไดมะ~” ผลักประตูห้องแล้วส่งเสียงอย่างเคยชินเหมือนอยู่บ้านตัวเอง “โอคาเอริ~” แล้วผมก็ตอบกลับเอง - - ฮ่าๆ รู้แล้ว ทำไมผมถึงเดินไปกับหมอนั่นได้
ไม่มีร่องรอยของเพื่อนทั้งสองคนปรากฏอยู่ในห้อง ไอ้พวกนี้นี่!! หนีผมออกไปเที่ยวอีกแล้วนะจริงๆเล้ยย...ว่าแล้วผมก็ถอดเสื้อกันหนาวและเสื้อคลุมออกก่อนจะแผ่ตัวไปนอนบนเตียงอันนุ่มนิ่มของโรงแรม สบายจังเลย~
ว่าแต่เอามือถือไปชาร์จแบตก่อนดีกว่า ผมก้มๆเงยๆหาปลั๊กไฟในห้องด้วยความพยายามสุดแรงเกิด...อันแน่ ในที่สุดผมก็เจอจนได้ ถ้าไม่เจอผมกะว่าจะถอดปลั๊กตู้เย็นแล้วเสียบที่ชาร์จแทนน่ะนะ ผมทำการเปลี่ยนแบตเล็กน้อยก่อนจะมานอนแอ่บแฟ่บตามเดิม
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาผมแทบจะกระโจนรับในทันที...มาอยู่ต่างประเทศแบบนี้จะมีใครโทร.มาหามั้ยน้อ~ “โมชิ โมชิ” ผมกรอกเสียงลงไปตามสายโดยไม่ได้ดูว่าใครโทรเข้ามา
“เคต๊ะ~ ฉันโทร.เข้ามือถือนายตั้งหลายรอบ แต่ไม่เคยติดเลยนะ” เสียงห้าวติดสำเนียงฝรั่งปนกระแดะหน่อยๆแบบนี้มีคนเดียว!!!! อาคานิชิ จิน “ถึงแล้วก็ไม่เคยโทร.บอกกันเลยนะ เออ จำไว้ คราวหน้าถ้าฉันไปแอลเอ ฉันจะไม่บอกแกเลย ไอ้เคะ” มันบ่นงุ่นง่านเป็นคนแก่ ทำให้ผมแทบสำลักหัวเราะขึ้นมาทันที
“เออๆ ขอโทษเว้ย...แต่ว่าแบตมันหมด แล้วเพิ่งได้กลับมาถึงโรงแรมเมื่อกี๊นี่แหละ” ผมกลั้วหัวเราะไปพูดไป จินมันคงจะขมุบขมิบปากด่าผมตายแล้วมั้งน่ะ - -“ อ๋า~ สงสัยใช่มั้ยล่ะ ว่าเราสองคนรู้จักมักคุ้นสนิทกันถึงขนาดเรียกว่าไอ้ได้ยังไง ความจริงแล้วไม่ใช่แค่เราสองคนหรอกนะ แต่ยังไม่เจ้าพี เจ้าเมะ โอ้ยย ในคัตตุนกับนิวส์น่ะ ผมรู้จักกันทุกคนนั่นแหละ เพียงแต่ว่าผมสนิทกับไอ้จินกับเจ้าพีมากที่สุดเท่านั้นเอง
แล้วพวกมันน่ะเองที่ลากให้พวกผมและลีดส์ เฟลม ไปรู้จักกับพวกเด็ก D-Boys แล้วทางบรรดาผู้บริหารของทั้งสามค่ายดั๊นนน ไปสนิทสนมกันแต่ชาติปางไหนไม่รู้ พวกผมเลยเป็นเหมือนญาติพี่น้องกันทีเดียว
“เต็มที่ละกันเพื่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ใช้มือถือไอ้พีโทร.ไป จะได้ไม่เปลืองตังค์ฉัน ฮ่าๆ” ความเลวนี่ยกให้มันล่ะไม่หมดกันทีเดียว “บ๊ายบาย~ Mata Ashita neeee~” มันลากเสียงยาวเยื้อยก่อนจะวางสายไป
แล้วเสียงครวญครางพลางกรีดร้องของโทรศัพท์มันก็ดังขึ้นอีกระลอก อ๊ากก มันจะอะไรกันนักกันหนาขอร๊าบบบ ผมคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาปรากฏเบอร์ท่านชายเรียวเฮ “อยู่ไหนนน!??” ผมตะโกนถามมันแทบจะทันที เฮอะ!! ทิ้งผมไว้คนเดียว น้อยใจนะเนี่ย
“เดี๋ยวๆ ถึงโรงแรมแล้วล่ะ แต่แกน่ะ...อยู่ไหน?” มันย้อนกลับมา
“อยู่ในห้องน่ะแหละ รอพวกแกมาเป็นชั่วโมงๆแล้ว ทิ้งเพื่อนนะเว้ย!!!” ผมพ้ออย่างดัดจริตนิดๆ เอ๊ะ? เพราะผมคุยกับไอ้จินมากไปรึเปล่าเนี่ย ติดนิสัยมันมาเลย
“ขอโทษๆ ไอ้คุณชาย ก็แกไม่อยู่นี่หว่า...เออๆ ถึงแล้วๆ” มันพูดเองเออเองก่อนจะตัดสายไป แล้วเสียงเปิดประตูก็ดังตามขึ้นมา ผมเดินออกไปดูข้างหน้าห้องก็พบกับไอ้ริวกับเรียวยืนถอดรองเท้าอยู่ “แกน่ะ...ไปไหนมา ฉันโทร.ไปก็ไม่ติด แบตหมด?”
ผมพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่หน้าของคนที่พาผมมาส่งที่โรงแรมมันจะแว๊บขึ้นมา นึกแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ อ่ะฮ๊า!!!! รู้แล้ว ทำไมถึงคุ้นหน้าหมอนั่น...เพราะมันคล้ายมากก คล๊ายคล้ายย คล้ายเจ้าคุซาโนะนั่นไง!!!
“ยิ้มไรของมันวะ? น่ากลัว” แล้วไอ้สองตัวมันก็เดินหนีผมไปเฉยเลย อั่กกก!! มันน่ามั้ยนั่น
=====❤ in TAIWAN=====
ผมต้องแหกตาตื่นมาตั้งแต่ 6 โมงเช้าด้วยเหตุผลเพราะว่าผมต้องไปรู้จักคนที่จะมาคอยเหมือนเทคแคร์เรา มาสักประมาณ 9 โมงกำลังดีไม่ได้รึไงฟร่ะ? คนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม - -* ผมหมายความว่ากำลังนอนได้ที่เลย...เอ้อ
“ไอ้ริว ไอ้เรียว ตื่นโว้ยยยย” ผมโวยวายขึ้นมาเมื่อเพื่อนตัวดีทั้งสองคนนอนอย่างหมดสภาพหน้าห้องน้ำ นี่เรอะ? ไอดอลของทุกคน อยากให้มาเห็นพวกมันในสภาพนี้จัง - -++ “อย่าให้ฉันตื่นมาคนเดียว ในขณะที่พวกแกนอนได้มั้ย? เห็นแล้วมันอิจฉา!!” แล้วผมก็จับมันสองคนโยนเข้าไปในห้องน้ำอีกรอบ ก่อนจะเปิดฝักบัวแล้วราดใส่ให้มันตื่นสักที
“อ๊ากกกกก น้ำท่วมโลกกกก!!!!!!!!” เฮียริวแกโวยวายออกมาอย่างไม่อายใคร - -“ มันกำลังฝันอะไรอยู่วะน่ะ? มือไม้มันก็ปัดป้องน้ำอย่างเต็มที่ ในขณะที่ไอ้เรียวทำตาสะลึมสะลึมเหมือนคนแฮงค์ยังไงอยู่
“ตื่นได้แล้วโว้ยยยย คุณผู้จัดการเรียกแล้ววววว!!!!” การส่งเสียงแปดหลอดอย่างนี้ ถ้าคนข้างห้องไม่ด่าพ่อแม่ผมก็ซาบซึ้งในน้ำใจเต็มที่แล้วครับ
แต่กว่าที่ไอ้สองตัวมันจะตบตีแย่งกันอาบน้ำได้และกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการก็ปาไปเกือบแปดโมงครึ่ง ไอ้พวกนี้นี่...เหมือนเด็กๆเลย หรือจะเพราะผมเอาไอ้นี่ไปปล่อยไว้ในไอ้พวก 3K กับเด็กๆฝั่งทางจอห์นนี่มากเกินไป? อาการอยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งกำเริบ โฮกกกกกก ไม่น๊า~ ไม่จริงงงงงงงงง
=====❤ in TAIWAN=====
“ขอโทษครับผู้จัดการ” ริวอิจิยิ้มแหยๆเข้าไปก้มหัวขอโทษผู้จัดการที่ทำท่าว่าจะกลายร่างเป็นก๊อตซิล่ามาบุกไต้หวันแทนที่จะบุกญี่ปุ่น “ปะ...ไปกันเถอะนะ” ว่าแล้วมันก็ควงแขนผมกับเรียวเดินตามหลังท่านผู้กุมอำนาจของพวกเราไปอย่างกล้าๆกลัวๆ
แล้วในที่สุดท่านผู้จัดการก็ได้พาสามสหายอย่างพวกเรามาอยู่ในห้องกินข้าวของโรงแรม ผมกวาดตามองไปรอบๆ เอ๊ะ? หัวแหลมๆของหมอนั่นเมื่อคืนนี่หว่า ยิ่งผมจ้อง...มันก็ยิ่งเข้ามาใกล้
“แกจ้องอะไรของแกวะไอ้เคะ?” ไอ้ริวพยายามมองตามผม และตอนนี้ผมก็มาอยู่ตรงหน้าหมอนั่นทันที อ๊ากกกกกก~!? ได้ไงวะเนี่ย?
“อรุณสวัสดิ์ ทาจิบานะคุง~” หมอนั่นยิ้มหวานแล้วเรียกชื่อผมจนทุกคนหันมามอง “โองาตะคุง และก็จิบะคุง~” พูดต่อแล้วก็นั่งลง...ผมได้แต่นั่งจ้องหน้าอย่างสงสัย (??)
ผู้จัดการของทางฝั่งผมยิ้มให้หมอนั่นเล็กน้อย หลังจากที่นั่งลงแล้ว “สวัสดีครับ”
“ครับ...ผมเฉินอี้ เรียกว่าแอนดี้ก็ได้ครับ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” ผมได้แต่นั่งคิ้วขมวด พูดญี่ปุ่นชัดขนาดนี้ทำไมเมื่อคืนมันไม่พูดวะ? ปล่อยให้ป๋าเคะสปีคอิงลิชซะได้
“โองาตะ ริวอิจิครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ไอ้ริวยิ้มนิดๆก่อนจะเชคแฮนด์ ตามมาด้วยไอ้ท่านชายเรียว “จิบะ เรียวเฮครับ สถานะโสด ไม่มีแฟน ไม่มีคนรู้ใจครับผม!!!” ผมได้แต่มองมันตาขวาง ชักจะพูดมากไปแล้วนะแก
“ทาจิบานะ เคตะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ผมพูดออกไปอย่างส่งๆ มันอย่างนี้สินะ...ที่เจ้านี่ เอ้อ..เฉินอี้ใช่ม่ะ? ผมเรียกว่าอาอี้ดีกว่า นั่นแหละบอกว่าพรุ่งนี้ได้รู้แน่ว่ามันเป็นใคร
แล้วผู้จัดการทั้งสองคนก็เริ่มคุยกันอย่างที่พวกผมไม่สามารถจับได้ว่าเป็นภาษาอะไร เพราะมันมีทั้งอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน แต่เอาเถอะ...เค้าคุยกันรู้เรื่องก็ปล่อยเขาไป = =
“แอนดี้คุง ผมว่าพวกเราออกไปคุยกันข้างนอกเถอะ” เรียวเฮเอ่ยปากชวนขึ้นมา ริวอิจิทำท่าเห็นดีเห็นงามด้วย ตกลงผมก็ต้องไปใช่มั้ยเนี่ย?
ผมล่ะไม่สงสัยหรอกว่าทำไมไอ้เรียวมันถึงสนใจหมอนี่ขึ้นมา ก็บอกแล้วไง....ออกจะเหมือนเจ้าคุขนาดนี้ อาจจะแตกต่างกันบ้างนิดๆ ที่ว่าอาอี้เนี่ยสูงกว่าเรียวมัน แต่อย่างอื่นก็คล้ายกันเกือบจะหมด อ้อ...ไอ้เรียวก็พยายามที่จะจีบน้องคุของมันอยู่ แต่ว่าที่ไม่สำเร็จเพราะว่าไอ้พีดันประกาศออกไปซะนี่ว่าเด็กมันใครห้ามยุ่ง!!!!!
“แอนดี้คุงมีแฟนยังครับเนี่ย?” ไอ้ริวเอ่ยปากถามขึ้นมา ในตอนที่เรียวมันกำลังแนะนำสถานะตัวเองแบบประมาณว่าจะเอาไปเขียนเรียงความส่งประกวด
หมอนั่นส่ายหน้าแล้วยิ้มแบบขำๆ คงขำพวกมันสองคนล่ะมั้ง แต่ว่าสายตากลับจ้องมาแต่ทางผมที่เอาแต่นั่งเงียบไม่พูดอะไร ไม่รู้นะ แต่ไม่ใช่ว่าโกรธหรอก ก็อย่างที่บอกว่าแค่สงสัยกึ่งงงๆนิดๆ
ริวส่งเสียงงึมงำในลำคอ แต่ไอ้ท่านชายนี่สิตาลุกวาวขึ้นมาทันที “อ๊า~ ผมก็ไม่มีแฟนเหมือนกัน ใจเราตรงกันเลยนะเนี่ย...” ด้วยความหมั่นไส้ส่วนตัวของคนที่ถามเป็นผลให้มือเล็กๆลงไปโปะแหมะกลางหัวไอ้คนที่ไม่มีแฟน
“อะไรเล่า!! ริวมันก็มีแฟนแล้ว...ใครน๊า~ เอ...ชื่ออะไรน๊า~~~” เรียวหันมาทำหน้ายียวนใส่คนที่เพิ่งตบหัวมันไป “ส่วนไอ้เคะก็มีแฟนแล้ว...ชิ...ชิโร....ตะ” นั่น...มีมาพาดพิงถึงผมด้วย
หมอนั่นที่ฟังอยู่หันหน้ามามองผมอย่างเต็มตา ในสายตามีคำถามประมาณว่าจริงเหรออยู่ แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไรไอ้ริวก็เริ่มป่วนผมอีกคน “บ้าสิ!! ไม่ใช่ไอ้ยูเว้ย ไอ้เคะน่ะนะ...อาคานิชิ จินคนเดียว” แล้วมันสองคนก็หันมาหัวเราะร่าอย่างมีความสุขที่แกล้งผมได้
ผมถอนหายใจอย่างเซงๆ ไม่รู้ว่าจะแกล้งอะไรมันกลับแต่ โอ้ววว แต่เหมือนสวรรค์ทรงโปรด โทรศัพท์ผมมันก็แหกปากร้องโวยวายขึ้นมา หน้าจอโชว์ชื่อยามะพี ผมกดรับทันที ไอ้สองคนนั้นหันหน้ามาทำท่าอยากรู้อยากเห็นกันทันที - -
“ของฉัน!!” ผมพูดใส่หน้าก่อนจะเดินออกไปหาที่เงียบๆคุย “เหวย~”
“อะไรไอ้เคะ!! อยู่ไต้หวัน ไม่ใช่ฮ่องกงมาหวงมาเหวยอะไรเล่า!!!” เสียงของเจ้าของมือถือดังขึ้นมาตามสาย “เป็นไงมั่ง?” มันถามขึ้นมา ผมรู้ได้ทันทีเลยว่าบรรยากาศตรงนั้นมันมีคนเยอะมากมายแค่ไหน
“ก็ดี...” ผมตอบออกไปได้แค่นั้นเสียงเอะอะโวยวายกึ่งทะเลาะกันของฝั่งนู้นก็ทำให้ผมยิ้มออกมา
“เคตะ~~~” เสียงแหลมอันบาดหูของไอ้เจ้าเต่า ณ จอห์นนี่ “คิดถึงเคตะที่สุดเลยยยย...เมื่อไรจะกลับมาอ่ะ คนฝั่งนี้เค้าคิดถึ๊งงงงง คิดถึงงง~ อ่ะ...จิ๊นนนน” เสียงแหลมคล้ายจะหวีดร้องออกมาครู่หนึ่งก่อนเหมือนจะโดนลากตัวไปเก็บ - -;;
Ngu?i ch?t s?ng l?i freewebtown.com/gaigoitanbinh/index.html
“เค...ไอ้เรียววว เอามือถือคืนม๊า~~~~” เสียงของจินที่เหมือนจะพูดในตอนแรกก็ค่อยๆจางหายไปเปลี่ยนเป็นเสียงโวยวายแทน
“ว่าไงทาจิบานะ เคตะ?” เสียงของนิชิกิโดเรียวผู้มีความสูงพอๆกับไอ้เรียวฝั่งผมนี่แหละ “อากาศหนาวล่ะสิท่า ฮ่ะๆ” มันรู้อีกอ่ะ!!! “นี่...แล้วเจ้าสองคนนั้นหายไปไหนอ่ะ?” เรียวยังคงพูดโดยไม่ถูกสกัดจากใคร ท่าทางไม่มีใครกล้าล่ะสิ ฮ่ะๆ
“นั่งคุยกับคนที่มาเทคแคร์เราน่ะ” ผมตอบกลับไป
“น้ำเสียงหวงรุนแรงนะเราน่ะ” หะ? หวงอะไร!!?? “ไปรู้จักกับเค้าตอนไหนล่ะน่ะ?” เรียวพูดออกมาเหมือนแทงเข้าที่ใจดำผมดังเปรี๊ยะๆ
“อะไร...รู้จักอะไร ไม่มีเว้ย!!” ผมส่งเสียงเอะอะไป ว่าแต่หมอนี่มันรู้ได้ยังไงฟร่ะ?
“เอาให้แน่นะเว้ยไอ้เคะ!!! แต่ฉันจับได้ว่าน้ำเสียงแกมันบอกว่าหวงเหลือเกิน~ ฮ่าๆ” มันหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ไอ้นี่ท่าจะบ้า “ใครจะคุยกับเคตะอีกมั้ย?” ใครสักคนนี้แหละคว้าโทรศัพท์ดังปั่กแล้วเสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นอีกระลอก
“เคตะๆ เรียวกับริวอยู่ไหนอ่ะ?” เสียงแมวๆของโคยาม่าถามหาถึงไอ้สองคนนั้น จนผมชักอยากจะเห็นหน้าฝั่งนู้นแล้วนะเนี่ย...แต่ดูเหมือนเสียงเรียวจะตอบออกไปแทนผมซะล่ะ “เอาเป็นว่าฝากบอกด้วยนะว่าพวกฉันคิดถึง กลับมาเล่นด้วยกันไวๆนะ พวกน้องๆเหงาแล้ว เฮ้ย!!!!.....” เสียงของโคยาม่าที่ขาดไปนั้นทำให้ผมแทบจะร้องตามด้วยความตกใจ
“อะไรวะ? อากิระ~~ เจ้าฝาแฝดอาซากิ!!! มากันหมดเลยเรอะ?” แล้วเสียงโวยวายจากฝั่งนู้นก็เพิ่มมากขึ้น ให้ตายสิ...พวกมันขนกันไปทั้งวงเลยเหรอเนี่ย แต่เสียงใครแว่วๆที่ตะโกนบอกว่ายังเหลือพวกไอ้ยูอยู่ โห...มันนัดรวมพลกันจะไปประท้วงที่ไหนวะเนี่ย??
แต่แล้วเสียงของใครบางคนที่เหมือนจะฉวยโอกาสความวุ่นวายนี้แย่งมือถือมาจากโคยาม่าได้สำเร็จ “เคตะ...หนาวมากจริงๆเหรอ?” จินน่ะเอง...ฮ่ะฮ๊า~ มันห่วงผมรึยังไงเนี่ย? “ยังไงก็ระวังตัวอย่าให้เป็นหวัดแล้วกันนะ”
ผมได้แต่ยืมอมยิ้มเงียบๆ นี่สินะ...ทำไมไอ้พวกนี้มันถึงจับคู่ผมกับจินอยู่ตลอด “พวกนายก็เหมือนกันแหละ ออกทัวร์คอนฯมากไปเดี๋ยวน๊อคเอาท์พอดี” ผมพูดขำๆเมื่อได้มองภาพวีดีโอที่พี่ๆทีมงานอัดเอาไว้มาดู ความตะบี้ตะบันแหกปากและวิ่งรอบๆเวทีของพวกนี้
ทั้งนิวส์ทั้งคัตตุนแหละ 8 คนนี่ก็วิ่งกันขาแทบขวิด ไอ้ 6 คนนั้นก็กระโดดเต้นเย้วๆ ไหนจะฟลายอิ้งที่คุณป๋ามีให้หวาดเสียวกันได้ทุกรอบ...ผมล่ะแทบจะหอบแทนมันเลย
“บ้าดิ่...แล้วนายเป็นอย่างที่เรียวมันพูดจริงๆรึเปล่า?” มันถามผมขึ้นมา “ที่ว่านายหวงคนที่มาเทคแคร์นายน่ะ?” เอ๊ะ? หรือไอ้นี่มันจะบ้าตามที่ไอ้พวกนี้มันเชียร์??
ผมได้แต่ขำแห้งๆ “ที่ไหนกันเล่า!! เรียวมันก็มั่วไปเรื่อย” ผมพูดปัดๆ และก็เป็นอีกรอบที่โทรศัพท์ถูกแย่งไป ผมอยากจะรู้จริงๆว่าพวกมันไปรวมตัวกันอยู่ที่ไหน
“เคต๊า~~~” โอ้วว เสียงแบบนี้ผมจำได้ทันทีเลย!!! มาบูดาจิของไอ้พีมัน!!! ชิโรตะ ยู “ยู!!!!???” เปล๊า...ไม่ใช่เสียงผม แต่เป็นเสียงจากฝั่งนู้นต่างหากล่ะ ผมเองชักจะชินกับการโผล่ตัวมาแบบไม่บอกไม่กล่าวของมันแล้ว แถมไม่มีการให้ซุ่มให้เสียงด้วย
“ที่นั่นหนาวมากมั้ย? ก่อนนอนอย่าลืมห่มผ้าห่มนะ ฉันเป็นห่วง~” นี่แหละ...ไอ้คำพูดที่น่าให้คิดนี่แหละเป็นสิ่งที่ทำให้ผมโดนจับคู่กับยูอีกคน “นี่...นายยังหนาวอยู่อีกเหรอ?” ถามออกมาแจ้วๆ คราวนี้มันจะเล่นอะไรอีกล่ะเนี่ย
ผมได้แต่เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ มันไม่แปลกหรอกพวกมันคงเช็คสภาพอากาศที่นี่เรียบร้อยแล้ว “นายมาวิ่งในใจฉันหลายรอบแล้วนะเคตะ ยังไม่หายหนาวอีกเหรอ?” แล้วเสียงโฮ่ฮิ้วก็ดังขึ้นมาตามสาย นั่นไง...ไอ้ยูเล่นผมอีกแล้ว
“ไอ้บ้า!!!” ผมด่ามันออกไป
“เอ้า!!! อย่างงี้นายต้องรีบกลับมาเลยนะ” นั่น...ผมเปิดช่องให้มันเล่นอีกแล้วใช่มั้ยเนี่ย? “โรคบ้าของฉันมันต้องรักษาด้วยหัวใจของนาย...” ฮิ้วววววว~ มันยังเล่นได้ ผมเลยปิดปากเงียบไม่ยอมพูดอะไรทั้งนั้น
“อ้าว...เงียบไปเลย” ยูพูดออกมาอย่างเสียเซลฟ์นิดหน่อย “แต่ที่เงียบไปอย่างงี้กำลังพิจารณาหัวใจฉันอยู่ใช่มั้ยล่า~” อย่ามาทำเสียงอ้อนอย่างงั้นนะเว้ย!!!
“เออ!!! กำลังพิจาร...” ผมกำลังจะสวนมันกลับ แต่มันแทรกขึ้นมาก่อน “กำลังพิจารณาว่าจะให้ฉันรักนายหรือจะให้นายรักฉันดี~ แต่ยามะพีบอกว่าให้เราสองคนรักกัน” โว้ยยย!!! ไอ้ยูนี่วันๆเอาแต่คิดมุกรึไง ไอ้พีที่คาดว่าอยู่ข้างๆหัวเราะพรืดออกมาจนผมได้ยินชัดแจ๋ว...
“โอเค พอแล้วนึกไม่ออก” มันพูดเหมือนคนไปวิ่งมาราธอน ทำเสียงหอบๆ “ก็ความรักของเคตะมันอุดอยู่ในสมองและหัวใจ ฮ่าๆ” นี่ขนาดมันคิดไม่ออกนะเนี่ย...ไอ้ยูบ้า!!!!!!! แต่อุดซะ...น่าเกลียดโคตรๆ
“เออๆ พวกแกอยู่ที่ไหนกันเนี่ย?” ผมถามออกไปด้วยความอยากรู้ มันจะมีที่ไหนที่จะให้พวกมันทั้งหมดยัดตัวลงไปได้หะ? นิวส์ 8 คัตตุน 6 เฟลม 4 ลีดส์ 4 นี่ก็ปาไป 22 คนแล้ว ไหนจะพวกไอ้ยูอีกล่ะ ก็ตกราวๆ 30 กว่าคนได้มั้งนั่น...
“อ่อ อยู่ที่สวนหลังบ้านของเคย์จังน่ะ ฮ๊ะฮ๊า~ ราเม็งร้อนๆ” เหมือนว่าแม่ของโคยาม่าจะเลี้ยงราเม็งด้วยนะนั่นน่ะ เงินทองก็ไม่รั่วไหลออกจากบ้านไปเลยจริงๆ “คุยกับไอ้พีนะ มันจะดิ้นๆหานายเป็นลูกอยู่แล้ว...” เสียงยูเงียบไปสักพักก่อนจะดังขึ้นมาอีก “ถ้าไม่มีใครรับเป็นพ่อเด็ก เดี๋ยวฉันเป็นให้เอาม๊า~ เอิ๊กๆ”
“ว่าไงเคตะ...ดูวุ่นวายเนาะ” เสียงพีเหมือนจะแอบปาดเหงื่อเบาๆ สงสัยกลุ้มใจกับค่าโทรศัพท์ “ก็ไม่มีอะไรจะพูดอ่ะนะ...ยังไงอากาศหนาวก็ดูแลตัวเองดีๆ / ‘อะไรไอ้พี!!! ฉันบอกว่าห่วงไปแล้ว อย่ามายุ่งๆ เคตะของฉัน~~’” ไอ้ยูตะโกนแทรกขึ้นมา ผมอยากจะกลับไปญี่ปุ่น ไปกระโดดสกายคิกส์หน้าหล่อๆของมันซะ
“ว้อย!!! กินไปอย่าพูดมาก ... อ้อ...ก็นะ ฝากบอกอีกสองคนด้วยล่ะกันว่าพวกนี้มันคิดถึงแทบขาดใจ ฮ่ะๆ พวกฉันเองก็คิดถึงนายนะเนี่ย” พีหัวเราะแห้งๆขึ้นมา ผมได้แต่ยิ้มบางๆกับโทรศัพท์
“เอาเป็นว่าเดี๋ยวดึกๆจะโทร.ไปใหม่แล้วกันนะ ^^ โชคดีนะเคตะ” แล้วผมก็นัดแนะให้มันโทร.เข้าเครื่องไอ้ริวเพราะว่าจะได้คุยกับไอ้สองคนนั้นได้เลย ขืนใช้เครื่องผม ยูมันก็จ้อยาวแน่นอน ผมเก็บโทรศัพท์เข้าที่กระเป๋าหลังก่อนจะเดินไปตรงที่สามคนนั้นนั่งอยู่
แต่พอผมไปถึงกลับมีแค่ร่างหมอนั่นนั่งอยู่คนเดียว “อ่อ...คือโองาตะคุง กับจิบะคุงไปเข้าห้องน้ำน่ะ” เขาบอกผมแล้วส่งยิ้มให้ตามปกติ แต่ผมกลับยิ้มไม่ออกซะนี่... “โกรธผมเหรอ?” แอนดี้แบบที่ไอ้สองตัวนั้นเรียกเงยหน้าขึ้นมาถาม
“เปล่า” ผมตอบออกไปเรียบๆ ก็ไม่ได้โกรธนะ...
“คือ...เมื่อคืนมันตื่นเต้นไง ได้เจอตัวเป็นๆ ภาษาญี่ปุ่นที่เรียนมาก็หายไปหมดเลย” เหมือนกับรู้ว่าความจริงแล้วผมกำลังสงสัยเรื่องอะไรอยู่อย่างนั้นแหละ “อย่าโกรธเลยนะ...” หมอนี่เริ่มทำตัวเหมือนเด็กไปเรื่อยๆแล้ว
“ผมอยากเห็นทาจิบานะคุงยิ้มแบบเมื่อวานน่ะ...”
แค่คำพูดแค่นั้นก็พาให้ผมยิ้มกว้างออกมาได้โดยอัตโนมัติ “ก็บอกแล้วว่าไม่ได้โกรธอะไรนี่” ผมพูดออกมา...ความจริงแล้วผมแค่ต้องการคำง้อของหมอนี่เหรอ? บ้าสิ!!
“ฮ่ะๆ ทาจิบานะคุงยิ้มแล้ว~” ทำไมต้องทำหน้าดีใจขนาดนั้นด้วยนะ...!!
“มันยาวไปมั้งทาจิบานะคุงน่ะ...เรียกเคตะก็ได้” ผมพูดด้วยความเขินหน่อยๆ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่มันแปลกยังไงก็ไม่รู้สินะ...ฮ่ะๆ
“ครับ...เคตะคุง”
“เออ...เมื่อวานนี้ขอบใจมากนะ ถ้าไม่ได้นายคงไปไม่ถึงโรงแรมแน่ๆ” ผมพูดออกมา ก็เมื่อวานตั้งใจจะพูดแต่ว่าหมอนี่กลับหันหลังควับไปเลย “อ้อ...แล้วก็ไม่ต้องพูดผมพูดครับก็ได้นะ มันแปลกๆน่ะ...” ผมเกาหัวแกรกๆ “เอ่อ...แล้วฉันขอเรียกนายว่าอาอี้ได้มั้ย? เรียกเฉินอี้ดูเป็นทางการไป ส่วนแอนดี้ก็แปลกๆอีก เหอะ...”
“อาอี้เหรอ?...มีชื่อพิเศษสำหรับฉันด้วยน๊า~” อาอี้พูดออกมาเล่นเอาผมหน้าร้อนไปหมด ทั้งๆที่อากาศหนาวขนาดนี้ หรือว่าผมจะไปวิ่งในใจไอ้ยูมาจริงๆ - - “ว่าแต่...ที่จิบะคุงบอกว่าเคตะมีแฟนแล้ว จริงเหรอ?”
ผมมองหน้านั้นอย่างกึ่งติดขำนิดๆ “ไปเชื่อเรียวมัน” ทำไมคนที่ชื่อเรียวจะต้องเข้ามาในชีวิตผมด้านความเชื่อด้วยนะเนี่ย “ยังไม่มีหรอกแฟนน่ะ...ทำงานดีกว่าตอนนี้ ฮ่ะๆ”
ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายน้องหมีก็ยิ้มกว้างขึ้นมาอีก อะไรกันเจ้านี่!? “ฉันค่อยโล่งใจหน่อย...” ผมมองหน้ามันอย่างสงสัย “อ๋อ...เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่ขอเมล์เคตะหน่อยสิ” นับตั้งแต่นี้ไป...ผมก็คงจะเป็นเพื่อนกับเจ้านี้ได้งั้นสินะ ^^
=====❤ in TAIWAN=====
“อื้อ...นายอยู่ไหนล่ะ? เดี๋ยวขอซ้อมเต้นแป๊ปนึงนะ แล้วจะออกไปหา” ผมพูดใส่คนในโทรศัพท์อย่างอารมณ์ดีก่อนที่จะวางสายเพราะสายตาเขม่นแบบปิดไม่มิดของไอ้เรียว กับสายตาจับผิดของริวอิจิ
“ใครวะเคะ?” ไอ้อ้วนริวถามขึ้นมา ทั้งๆที่มันน่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าใครน่ะ
“ไม่มีอะไรหรอก ซ้อมต่อๆ” ผมรีบผลักให้พวกมันสองคนไปซ้อมให้เร็วๆ เพื่อที่ว่าจะได้เสร็จเร็วๆ ฮ่ะฮ๊า~ แล้วพวกเราก็ยังซ้อมต่อไป ถึงแม้จะด้วยท่าทางที่อยากกระโดดกัดคอผมซะให้ขาดของไอ้ริวเล่นผมเสียวๆบ้างก็เถอะ แต่ในที่สุดครูที่สอนก็บอกให้เราหยุดจนได้ ห้าห้าห้าบวก
“ไอ้เคะมันไปไหนของมันวะ?” ทางด้านริวและเรียวที่ยังคงแอบสงสัยแต่ไม่กล้าตามไปกับพฤติกรรมอาการลั่นล้าเป็นพิเศษ ได้แต่สุมหัวกันปรึกษากันเองอย่างคิดไม่ตก
“เอาน่า...เคะมันจะไปไหนก็ปล่อยมันไปเหอะ ให้มันมีอิสระในหัวใจมันเองซะบ้าง” เมื่อคิดไม่ตกก็ต้องโทร.ไปหาฝั่งนู้นเพื่อขอคำปรึกษาจากที่ปรึกษากิตติมาศักดิ์อย่างหมออโซฟันธง!!! ก็ได้คำตอบออกมาเป็นอย่างงี้ เล่นเอาทั้งสองคนได้แต่นอนแผ่หลาลงไปบนที่นอนอย่างช่วยอะไรไม่ได้...
“รอนานมั้ย?” ผมเอ่ยปากถามคนที่นั่งอมยิ้มอยู่ตรงข้าม แต่ฝ่ายนั้นกลับส่ายหัวไปมา ตอนนี้ผมกับเจ้านี่ก็มานั่งกันอยู่ที่คอฟฟี่ชอปไม่ไกลจากโรงแรมมาก
“พรุ่งนี้ก็งานแถลงข่าวแล้วสินะ...” อาอี้พูดขึ้นเบาๆ “นายพร้อมรึยังล่ะ?” เอียงคอถามจนผมอดหมั่นไส้ท่าทางน่ารักแบบนั้นไม่ได้
“ไม่พร้อมก็ต้องพร้อมแหละนะ...แอบตื่นเต้นนิดๆแฮะ” ผมพูดพร้อมจิบกาแฟที่เพิ่งสั่งไปขึ้นมากินแก้หนาว แล้วเราสองคนก็นั่งเงียบกันไปอีก มันก็ราวๆ 2 อาทิตย์แล้วที่พวกผมมาอยู่กันที่นี่ แต่ที่แฟนคลับรู้ก็คือพวกผมออกเดินทางมาไต้หวันพรุ่งนี้เช้า แล้วมันก็สองอาทิตย์แล้วเหมือนกันที่ทุกๆครั้งหลังจากที่ซ้อมเสร็จผมต้องแอบออกมากินกาแฟเล่นกับอาอี้
แล้วหมอนั่นก็ฉีกยิ้มขึ้นมาอีกซะอย่างงั้น “ไม่เอาน่า...นายน่ะโปรอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?” แหม...อย่ามาชมกันแบบนี้สิ เดี๋ยวลอยเว้ย!!! (<< ไม่ค่อยเลยนะไอ้ลูกชาย - -“) แต่มือถือของผมมันก็เกิดอาการอยากแหกปากร้องขึ้นมาอีกซะอย่างนั้น
“โมชิ โมชิ” ผมกรอกเสียงลงไปตามสายเมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ไอ้ยู (ชิโรตะนะ ไม่ใช่คิตะมารุเน๊~) อาอี้ได้แต่มองด้วยสายตาธรรมดา เอิ๊กกก...ไอ้ธรรมดาที่ว่านี่ไม่ปรากฏความรู้สึกจนผมแอบกลัวเหมือนกันนะเนี่ย “มีไรป่ะ?”
“มีหัวใจมาฝาก...ฮ่าๆ” มันหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่คนตรงหน้าผมทำหน้าเย็นขึ้นเรื่อยๆ แล้วกระผมเคตะที่อยู่ระหว่างกลางควรทำอารมณ์แบบไหนดี? “ไม่เล่นล่ะ...จะถามว่าโรงแรมที่แกนอนอ่ะ ชื่ออะไร” เสียงยูเปลี่ยนจากเล่นมาเป็นการเป็นงาน มันจะมาอารมณ์ไหนวะเนี่ย
“ทำไมอ่ะ?” ผมถามออกไป เอ...ชักสังหรณ์แปลกๆแล้วนะเนี่ย อย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย ส๊าธุ!!
ฝั่งนู้นเงียบไปเหมือนอึ้งอะไรสักอย่าง ก่อนจะเปิดปากพูดออกมา “เอาน่า เร็วเหอะ...โรงแรมอะไร” เอ้า!! แกไม่บอกฉันว่าแกจะทำอะไรกันแน่ “เออๆ ก็...แฮ่ะๆ” เสียงหัวเราะแห้งๆของไอ้ยูทำให้ผมใจแทบแป้ว มันจะเล่นอะไรของมันอี๊กกกกก “แบบว่านะ...ฉันอยู่ไต้หวันแล้ว”
“ห๊า!!!!” ผมร้องออกมาอย่างดัง ให้ตายสิ!! อับอาย แต่ไอ้คนที่นั่งทำหน้าเย็นอยู่กลับเบือนหน้าออกไป แต่ผมเห็นนะว่ามันแอบขำผมอยู่ ฮึ่มม “แกมาได้ยังไง? ไอ้บ้า!!” ผมเปลี่ยนโหมดเป็นกระซิบกระซาบแทน
“แฮ่...ก็แบบว่าพวกฉันห่วงพวกนายกันไง มาต่างที่ก็กลัวจะประหม่า ตื่นเต้นไง” ผมนึกหน้าของไอ้เพื่อนตัวดีออกเลยว่ามันกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่ “แต่ว่าพวกนั้นติดงานกัน แฮ่ะๆ แล้วฉันก็ว่างงานที่สุด พวกมันเลยส่งฉันมาอ่ะ...”
ผมขมุบขมิบปากด่ามันโดยไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกไป ก็เข้าใจนะว่าพวกมันห่วงผมกัน แต่ให้ตายเถอะ!!! ก็ไม่ต้องถึงขนาดบินข้ามประเทศมาก็ได้นี่หน่า ,,- -,, ความจริงก็แอบดีใจลึกๆนะเนี่ย
“เออๆ ไปหาไอ้ริวกับเรียวที่โรงแรมล่ะกันนะ...จริงๆเลยคุณชาย” ผมบอกชื่อโรงแรมไปแล้วก็วางสาย แล้วก็ฉีกยิ้มให้คนที่นั่งทำหน้าไม่สบอารมณ์อยู่ โอยยย เป็นอะไรไปอีกเนี่ย?
“เป็นไรอ่ะ โกรธไรฉันเปล่าเนี่ย?” ผมคนๆกาแฟในแก้วก่อนจะยกขึ้นมากระดก
“เปล่า!” ใบหน้ามู่ทู่มันขัดกับคำตอบมากเลยนะเนี่ย “จะให้ฉันโกรธนายเรื่องอะไรเล่า!! ฉันมีสิทธิ์ที่จะโกรธนายด้วยรึไง” แล้วหมอนั่นก็ตะคอกใส่หน้าผมเฉยเลย “ฉันมีสิทธิ์จะโกรธนายเพราะว่านายคุยโทรศัพท์กับ....งั้นเหรอ?”
“เอ้า!! ก็เพื่อนฉันนี่หน่า...เฮ้ยยย!!!!” ผมร้องออกมาอย่างตกใจ หมอนี่โกรธผมเพราะว่าผมคุยกับไอ้ยูเนี่ยนะ? มันหวงผมหรือไงกัน ไอ้นี่ - -? “นายหึงฉันเหรอ?” ทั้งๆที่ไม่อยากยิ้ม แต่ตอนนี้ปากผมมันแทบจะหุบไม่ลงแล้ว ทำไมผมจะต้องดีใจเพราะว่าหมอนี่มันหวงผมด้วยวะ?
อาอี้ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ “หึงบ้าหึงบออะไรเล่า!! ไม่เคยเว้ย...” มันปัดมือผมที่พยายามจะเล่นหัวมันออก “แค่นายมัวแต่สนใจโทรศัพท์ ไม่ยอมสนใจฉันต่างหากเล่า เว้ย!!” เงยหน้าขึ้นมามองผมแล้วทำไมต้องทำหน้าแดงๆด้วยเล่า เอ๊อะ!!!
“อ๋อ...” ผมลากเสียงยาวพลางเอานิ้วไปจิ้มแก้มนิ่มๆ “อยากให้ฉันสนใจนายว่างั้นเถอะ โอ๋ๆ อย่าน้อยใจไปนะเด็กน้อย~” ผมยิ้มกว้างมากขึ้น แต่ก็โดนมือดีตีเพียะเข้าให้
อาอี้ลุกจากเก้าอี้พรวดพราดคว้ากระเป๋าแล้วเดินออกจากร้านไปทันที ผมลุกตามแทบไม่ทัน ไหนจะต้องจ่ายเงินด้วยภาษาอังกฤษที่แสนจะถนัดเหลือเกิน อะไรของหมอนี่กันเนี่ย?
“เป็นอะไรอีกเนี่ย” ผมถามหอบๆหลังจากใช้ขายาวๆของตัวเองวิ่งตามเจ้านี่มาจนทัน โหยย ต้องขอบคุณความสูงกับความหน้าตาดีที่ประเจ้าประทานมาให้เลยนะเนี่ย “เอ้า...ดีกันน๊า~ นะครับ น๊า....” ผมยื่นนิ้วก้อยให้คนที่สะบัดหน้าพรืดใส่ ฮ่ะๆ ผมไม่เคยง้อใครด้วยวิธีนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย
“เปล่า...”
“งั้นก็ดีกันซิน้า~” ภาพที่ผู้คนเห็นอยู่ตอนนี้คงเป็นผู้ชายร่างสูง (โคตรๆ) กำลังยื่นนิ้วก้อยให้อีกคนที่มีสัดส่วนน้อยกว่าตัวเองอยู่
“ก็ไม่ได้โกรธนี่” อาอี้หันมาพูดแล้วเดินต่อไป ซึ่งนั่นแหละ...ผมก็ต้องเดินตาม แล้วก็เช่นกันผู้คนที่ผ่านไปมาก็ต้องมองตามคงด้วยความคุ้นหน้าไอ้สองคนนี้หรืออย่างไรไม่ทราบ “พอได้แล้ว! อายเค้า” หมอนั่นตะครุบมือผมลงแล้วก็จับไว้อย่างแน่นหนา “ก็บอกว่าไม่ได้โกรธๆ”
แล้วเราสองคนก็เดินเตร่กันไปเรื่อยๆ บางทีมันก็ลากผมไปดูของอย่างไม่กลัวคนจำได้ แต่บางทีผมก็ลากมันไปดูของแบบไม่กลัวคนจะจำได้เหมือนกัน
“อยากไปเที่ยวจังเลย...” ผมเปรยขึ้นมาในตอนที่เรามานั่งอยู่ในร้านอาหารจีนที่หมอนี่บอกว่าอร่อยนักหนา
“ก็เที่ยวอยู่ทุกวันนี่...” เขาโซ้ยข้าวในมืออย่างเอร็ดอร่อย หน้าเจ้านี่ตอนกินมันก็น่ารักไปอีกแบบเหมือนกัน “ความจริงวันนี้นายควรที่จะพักผ่อนให้เต็มที่นะเนี่ย...”
ผมส่ายหน้าไปมา “ไม่ใช่...แบบไปเที่ยวที่อื่นมั่งน่ะ” หมอนี่ทำหน้าครุ่นคิดก่อนที่จะพยักหน้าเหมือนรับรู้แล้วชวนผมกินต่อ ตกลงมื้อนี้ผมก็ไม่ต้องไปกินข้าวที่โรงแรม ก็อร่อยดีเหมือนกัน ถึงแม้ว่าผมจะต้องเป็นฝ่ายจ่ายก็เถอะ
“จะกลับโรงแรมเลยมั้ย?” แต่ยังไม่ทันที่ผมจะตอบคำถาม เสียงโทรศัพท์มันก็โหยหวนขึ้นมาอีกรอบ ผมมองหน้านั้นประมาณว่าจะโดนงอนอีกมั้ย แต่ก็ต้องรับโทรศัพท์ขึ้นมาแต่โดยดี
“เคะ~~ แกอยู่ไหนเนี่ย? ฉันจะเลี่ยนตายกับมุกของไอ้ยูแล้วนะ!!” เสียงของเรียวเฮที่โวยวายขึ้นมามันทำให้ผมถึงกับสะใจลึกๆ เป็นไง...แล้วที่ฉันเจอมันเยอะกว่าพวกแกอีก
ผมบอกสถานที่ไปพร้อมคว้าแขนของอาอี้ที่ทำท่าว่าจะเดินหนีผมไปมาแนบกับลำตัวไม่ให้หนีไปไหนได้เลย “เรียวน่ะ” ผมพูดโดยไม่ออกเสียง “เออๆ เดี๋ยวกลับไป...พวกแกกินข้าวกันเลยนะ ฉันกินแล้ว” แล้วเสียงไอ้ยูกับริวที่นั่งหัวเราะก๊ากอยู่ก็ทำให้เรียวต้องวางสายเพื่อจะไปแหว พวกมันก็เนาะ...จริงๆเลย
“ปล่อยได้แล้ว...” หมอนั่นพยายามจะเอาแขนออกจากมือผม แต่มีเหรอที่คนอย่างเคตะจะยอมปล่อยไปง่ายๆ โฮ่ะๆ “บอกว่าให้ปล่อยไง...อ๊า~” ผมไม่ฟังเสียงอะไรทั้งนั้นแหละ ลากหมอนั้นมาทั้งๆที่ตัวติดกัน
“ไปก่อนนะ” ผมบอกลาเมื่อถึงที่หน้าโรงแรมแล้ว แต่เจ้านี่กลับพองลมในปากแล้วสะบัดหน้าหนี “อย่างอนเลยนะ...โอ๋ๆ” ผมจิ้มๆที่แก้มนั่นอย่างหยอก แหม...ในสายตาคนอื่นเค้าคงมองว่าเราเป็น...เอ่อ...แฟนกันล่ะมั้งเนี่ย
“พอเลย...ไปได้แล้วๆ” เขาออกปากไล่ ถึงมันจะไม่ค่อยสว่างมากเท่าไรแต่ผมก็เห็นนะว่าเขาหน้าแดงอยู่ ผมพยักหน้ารับรู้ก่อนจะหันหลังแล้วเดินเข้าโรงแรม...
“เคตะ!!” หมอนี่ตะโกนขึ้นมา จนผมต้องชะงักเท้าก่อนค่อยๆหันไป โชคดีที่ว่าคนมันเยอะ เลยมีแต่ผมที่ได้ยิน “พรุ่งนี้ทำให้เต็มที่นะ แล้วมีอะไรจะให้”
แต่แค่นั้นก็ทำให้ผมยิ้มกว้างขึ้นไปอีกเท่าตัว
“ไอ้เคะแกหายไปไหนมา? / เคต๊ะ~~ คิดถึงนายจังเลย / เคะ...ช่วยด้วย~” เสียงของพวกมันสามคนดังทันทีที่ผมเปิดประตูห้อง ไอ้ริวกับสายตาที่จับผิดสุดๆ ไอ้ยูกับสายตาหื่นๆประมาณว่าได้เหยื่อใหม่แล้ว และสุดท้าย...ท่านชายเรียวที่ทำหน้าอยากจะอ้วกเต็มที่
“ไปเดินเล่นมา...” ผมตอบปัดๆ แต่พอคิดถึงคำพูดสุดท้ายคนที่ผมไปเดินเล่นมาด้วยแล้วก็ทำให้ผมยิ้มขึ้นมาอีกครั้งนึง “วันนี้ฉันไม่มีอารมณ์เล่นกับพวกแกว่ะ ไปล่ะ” ผมรีบเข้าไปอาบน้ำก่อนจะมานอนบนเตียงนิ่มๆ แต่แก้มของเจ้านั่นนิ่มกว่า ฮ่ะๆ
“เป็นไรวะไอ้เคะ?” ไอ้ยูที่เดินเข้ามาในห้องผมนั่งลงบนเตียงแล้วมองผมที่นอนอยู่ ผมมองใบหน้าหล่อๆของมันแล้วก็ขำ ผมว่าผมรู้สาเหตุที่จริงของการมาที่นี่ของมันแล้วล่ะ
“เปล่า...พรุ่งนี้แถลงข่าวก็เลยอยากจะเก็บแรงเอาไว้ ฮ่ะๆ” ผมหัวเราะออกมาก็เพราะว่าใบหน้าของอาอี้มันลอยเข้ามาในหัวตอนที่โกรธผมหัวฟัดหัวเหวี่ยงนั่นแหละ “ว่าแต่แกเถอะ ไม่มีงานจริงน่ะ” นานๆทีมันจะยอมคุยกับผมโดยไม่ปล่อยมุก ผมต้องยืดระยะเวลานี้ให้ยาวนานก่อนที่สภาพผมจะจบลงแบบไอ้เรียว
“ตั้งแต่ฮานะคิมิปิดกล้องก็ไร้ซึ่งงานใดๆเข้ามาว่ะ” มันทำหน้าเซงๆ แหม...ไอ้ตอนไม่มีงานมาทำหน้าอย่างงี้ พอเวลามีงานเข้ามาก็บ่นเป็นหมีกันแตนเลย “แต่ก็ดี...จะได้เที่ยวให้หนำใจไปเล้ยย!!!”
“เหอะๆ เอาเถอะ...แต่ฉันอยากนอนว่ะ” ผมว่าผมก็ชักจะปรือๆแล้วนะเนี่ย วันนี้แหกตาตื่นมาซ้อมเต้นแต่เช้า ไหนจะต้องปล่อยพลังไปกับไอ้สองคนที่หลับอุตุ แล้วไหนจะเดินขาลากกลับมาโรงแรมอีกล่ะ พลังงานมันก็สูญเสียได้นะครับ~!! “ว่าแต่แกนอนไหน?” ผมถามขึ้นมาเพราะว่าห้องผมมันมีแค่ 3 ห้องย่อย แล้วจะให้มันระเห็จไปขอท่านผจก.นอนมันก็สงสารไอ้ยูอยู่
“กับพวกแกแน่น๊อนน ไม่ได้จองห้องไว้นิ...” แต่ผมว่าความจริงแล้วมันคงเปลืองเงินมากกว่าแหละ - -* “คงนอนห้องเดียวกับเรียวน่ะ ฮ่าๆ~ แกล้งมัน...” ความดีโผล่มาเต็มเลยไอ้ยู แหม...หางเดวิลกระดิกดิ๊กๆเชียวนะ
“อื้อๆ ยังไงก็อย่าไปกวนมันมากนะ...เดี๋ยวพรุ่งนี้มันลากสังขารไปแถลงข่าวไม่ไหวคราวนี้แกได้โดนท่านผจก.ยำแน่ๆ” ตอนนี้ชักจะห่วงสวัสดิภาพของเพื่อนบ้างซะแล้วล่ะ แต่ก็นะ~ โชคดีเพื่อน ห้าห้าห้า
“ไอ้เค๊ะ!!!!!!! ตื่น...ฉันบอกให้แกตื่นนน~” ผมรู้สึกเหมือนว่าแผ่นดินมันจะไหวๆรึเปล่าเนี่ย? แต่พอผมลืมตาขึ้นมาเห็นก็ต้องตกใจที่ไอ้เรียวมันกำลังคร่อมผมอยู่ อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก เวอร์จิ้นฉันนนนนนน!! ไอ้เรียวแกตายยยย!!
บ้าเซ่ะ!!
เรียวมันกำลังขยุ้มคอเสื้อผมอยู่ แล้วมันก็เขย่าตัวผมอย่างรุนแรง อั่กก!!! “ไอ้เคะ!! ตื่นเดี๋ยวนี้นะเว้ย” มันยังโวยวายไม่เลิก ในที่สุดผมก็ต้องลืมตาขึ้นมา ทั้งๆที่ยังปรือๆอยู่อ่ะนะ...
“อะไร~”
“เอาไอ้ยูออกไปจากชีวิตฉันเดี๋ยวนี้ โฮ~ กิ๊กแกไม่ใช่เหรอ...เอามันออกป๊ายยยย” คราวนี้แหละผมถึงตื่นเต็มๆตาเพราะเสียงของคนตัวเล็กอย่างมัน เสียงปึงปังหน้าห้องทำให้ผมเดาได้เลยว่าไอ้บุคคลที่ก่อกวนความสงบของประชาชีคือใคร
“เหอะๆ ช่วยตัวเองละกันว่ะ” แล้วจะให้ผมช่วยยังไงมิทราบ เพราะกว่าผมจะรอดตัวมาจากไอ้ยูได้นี่ก็ต้องมีตัวตายตัวแทนอย่างมันเลย “ไปอาบน้ำได้แล้ว...เดี๋ยวท่านผจก.อาละวาดเป็นก๊อตซิล่าบุกไต้หวัน โฮกกก ฉันไม่อยากจะคิดว่ะ” ผมเปิดประตูออกไปโดยที่มีไอ้เรียวเกาะมาด้วย
“เรียวเฮ~ นายยอมออกมาเพราะเห็นความรักฉันแล้วใช่ม๊า...ฮ่ะฮ๊า~”
ผมแทบจะหน้าทิ่มไปกับคำพูดของมัน “ไอ้ยู พอได้แล้วๆ เดี๋ยวพวกฉันไปงานแถลงข่าวไม่ทัน ถอยๆ” ผมผลักมันให้พ้นทางก่อนจะเข้าไปสู้รบตบมือกับไอ้ริวที่นอนอย่างไม่แยแสไอ้สองตัวนั้นที่ทำท่าจะตีกัน โอ้วว...แต่ละคน!!
=====❤ in TAIWAN=====
งานแถลงข่าวผ่านไปได้ด้วยดี ไอ้ยูที่อำพรางตัวยังพยายามส่งสายตาหื่นๆมันมาให้ไอ้เรียวที่ทำท่าว่าจะลงไปกระทืบให้ตาย - - (โหดว่ะ) แล้วอาอี้ที่ยืนมองผมอยู่ข้างๆเวที แทบจะทำให้ผมไม่ได้มองกล้องเลย แต่ก็อย่างที่บอกไปไง...ว่าทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี
ผมยังต้องนั่งคอแข็งให้นักข่าวถ่ายรูปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะต้องบุกป่าฝ่าดงแฟนคลับไปด้วยความเหนื่อยสุดแรงเกิด โอ้ว...แล้วอย่างนี้ผมจะแว๊บไปหาหมอนั่นได้มั้ยนี่ ไม่น๊า~!!
แล้วต่อจากนี้ผมก็ต้องขึ้นไปบนเวทีที่จะเปิดตัว กว่าจะถ่อสังขารไปได้พวกผมก็แทบจะเหงื่อตกตาย เสียงเฮฮากรี๊ดกร๊าดของแฟนๆดังขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าบนเวทีมีศิลปินสักคนกำลังพูดๆอยู่
แต่ก็นะ...เป็นภาษาจีนล้วนๆ ไอ้พวกผมก็เล่นเอ๋อไปตามๆกัน ฮ่ะๆ ว่าแต่...ไอ้คนที่พูดอยู่ผมว่าเสียงมันคุ้นๆนะเนี่ย แต่ก่อนที่เวลาจะปล่อยให้ผมนึก พวกสตาฟก็ไล่ต้อนให้ผมขึ้นไปบนเวที เสียงกรี๊ดยังคงดังต่อเนื่องกับคำพูดของใครสักคนบนเวที
ผมมองออกไปข้างล่างที่แฟนๆอยู่กันเรียกว่า...ยิ่งกว่าเยอะ!!! แบบว่าเป็นปลื้มครับ ฮ่ะๆ แต่แล้วเสียงนั้นก็เรียกให้ผมสนใจและแทบกระตุกทันที...
ไอ้เรียวที่เดินออกไปเหมือนว่ามันไม่แปลกใจกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า แต่กว่าที่ผมจะรู้ตัวตอนนี้มือผมก็ประกบกับมือเจ้านั่นแล้ว เจ้านั่นไหนน่ะเหรอครับ...เฉินอี้!! หรืออาอี้ที่ผมเรียก แอนดี้ไง...!!! เขาปล่อยมือจากผมแล้วไปเชคแฮนด์กับไอ้เรียวและกอดกับริวอิจิ หมายถึงเอาไหล่ชนกันเฉยๆนะ
ผมที่ยังคงงงๆอยู่ก็ต้องฉีกยิ้มเต็มที่เมื่อประกายแฟลชแว๊บเข้าตา ช่างผิดกับไอ้สองคนนี้ที่ไม่ได้มีอาการแปลกใจอะไรแต่อย่างใดสักนิดเลย..!!?? ทำไมผมไม่รู้เรื่อง???
แล้วหน้าที่ของผมก็หมดจากเวทีนั่น... “ไอ้ริว ไอ้เรียว?” ผมเรียกมันแล้วมองหน้าอย่างสงสัย ก็โดนมันมองกลับอย่างงงๆเหมือนกัน “ทำไมแกไม่แปลกใจเลยที่...เอ่อ...เจ้านั่นไปยืนอยู่บนนั้น”
ไอ้เรียวมองผมด้วยสายตาเหมือนสงสารหมา -*- “แกไม่รู้จริงๆเหรอวะเคะ? แอนดี้เค้าก็เป็นนักร้องนะเว้ย!!” แล้วข้อมูลใหม่ที่ผมรู้ก็ทำเอาผมแปลกใจอีกรอบ
“ทำไมฉันไม่รู้วะ?” ผมเกาหัวแกรกๆ แล้วหมอนั่นก็ไม่คิดจะบอกผมสักครั้งเลยนะ...
“เอ้า...ใครจะไปรู้แก ฉันกับไอ้ริวยังรู้เลย แกน่ะไปอยู่ไหนมา?” มันสวนกลับ เออ นั่นดิ่! ผมไปอยู่ไหนมา ผมก็อยู่ข้างๆเจ้านั่นตลอดนี่!!!!
ริวที่นั่งซดน้ำเฮือกใหญ่หันหน้ามาจ้องหน้าผมอย่างเอาเรื่อง “ว่าแต่แกเถอะ...ไปสนิทกับแอนดี้ตั้งแต่ชาติไหนกัน? แหม...กอดกันอย่างก๊ะคนสนิท - -++” เฮือก...!! ให้ตายสิ บนเวทีผมดันลืมตัวกอดหมอนั่นไปถึงจะงงๆอยู่บ้างก็เหอะ
“ปะ...เปล่า” ปฏิเสธออกมาอย่างตะกุกตะกัก “ก็...ก็แกยังกอดได้เลยนี่หว่า” ผมแถไปข้างๆคูๆ
ริวอิจิมองหน้าผมอย่างจับผิดในขณะที่เหงื่อผมมันกำลังแตกผลั่กขนาดหน้าหนาวนะเนี่ย...”ฉันน่ะกอดแบบไหล่ชนไหล่เว้ย แต่แกน่ะ....เค้าเรียกว่าแนบเนื้อโว้ย!!!”
แล้วในที่สุดผมก็ต้องหุบปากอีกครั้ง ขืนพูดอะไรออกไปก็เข้าทางไอ้ริวหมดดิ่ ไม่เอาเดี๋ยวมันจับได้~
“หวัดดีทุกคน ^^” หมอนั่นเดินยิ้มแย้มเข้ามาในที่ที่พวกเรานั่งอยู่ แต่ผมกลับรู้สึกน้อยใจอย่างบอกไม่ถูกเลยทำเป็นไม่สนใจไป “ฉันว่าพวกนายกลับโรงแรมก่อนที่แฟนๆจะตามไปปิดโรงแรมเถอะ” ยังพูดแจ้วต่อไปโดยไม่สนใจจะง้อผมสักนิด
ริวอิจิกับเรียวเฮถูกยัดเข้าไปที่เบาะหลังสุดของรถตู้ และผมกับอาอี้ก็ต้องนั่งด้วยกันที่เบาะกลาง ไอ้สองตัวข้างหลังพยายามที่จะชวนหมอนี่คุย ซึ่งผมก็ปิดปากเงียบมาตลอดทาง แต่...เอ๊ะ? ไอ้ยูอ่ะ มันหายไปไหน?
“เฮ้ย! ไอ้ยูหายไปไหน?” ผมทักมันสองคนที่กำลังจะตีกันในไม่ช้า ริวทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก ส่วนไอ้เรียวก็ทำหน้าแบบขนลุกอย่างบอกไม่ถูก ก่อนที่ทั้งคู่จะส่ายหน้าแบบไม่รู้ เอ้อ!! ป่านนี้ไอ้บ้านั่นไม่หลงทางตายแล้วเหรอ? หลงทาง...เดี๋ยวไม่มีคนใจดีพากลับโรงแรมแบบผมนะ ไอ้ยูเอ๊ย!!
ผมเหลือบตามอง ‘คนใจดี’ ที่รอยยิ้มค่อยๆจางหายไปจากหน้าอย่างช้าๆ แต่ขอโทษเถอะ ตอนนี้ผมก็เริ่มจะงอนเขาแล้วเหมือนกัน ช่างเถอะ ตอนนี้ชีวิตเพื่อนผมมันเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ ผมหยิบมือถือขึ้นมาต่อสายหาไอ้บ้านั่นทันที
แต่สิ่งที่ผมได้คำตอบกลับมาคือโดนด่าว่าเป็น ตุ๊ด!!!! อ๊ากกกกกกกกซ์ ไอ้เจ้าของมันหายหัวไปไหนวะน่ะ แล้วผมก็กดๆเบอร์เข้าทางโรงแรมอีกรอบ ผมเมมไว้กันตัวเองหลงทางไง แหะๆ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือไม่มีใครอยู่ที่ห้อง ผมไม่อยากจะคิดว่าถ้าไอ้ยูโดนคนบ้าจับตัวไปขาย โอ้วว ไม่น๊า~
“ดูแกจะเป็นห่วงมันมากเลยนะเนี่ย...” ริวเปรยออกมา เรียวพยักหน้าเชิงเห็นด้วยแต่มันก็กำลังโทร.หาไอ้ยูเหมือนกันแหละว๊า~!!!
“ก็ห่วงดิ่วะ พวกแกไม่ห่วงรึไง?” ผมย้อนกลับ ไอ้สองตัวนั้นเลยทำหน้าเจื่อนๆก่อนจะกดจิ้มเบอร์ของยูอย่างหนักหน่วง ผมต่อสายไปหายามะพีทันที แต่คนที่รับกลับเป็นเรียว
“เดี๋ยวมันก็กลับไปโรงแรมได้เองน่า...” เรียวตอบกลับมาอย่างนิ่งๆ “มันไม่หลงทางจนต้องให้คนใจดีแถวๆนั้นไปส่งที่โรงแรมในวันที่หิมะตกหรอกน่า~” เสียงหัวเราะคิกคักของเจ้าพวก 3K เล่นเอาผมสะดุ้งไปทีเดียว มันจะรู้มากไปแล้วนะไอ้เรียวบ้า
ผมเหลือบตามองคนใจดีที่ไอ้เรียวว่า ผมก็มองเห็นแค่แผ่นหลังเท่านั้นเพราะหมอนี่หันหน้าไปทางกระจก ไม่ยอมมองหน้าผมสักนิดเดียว...
“มันกำลังพิสูจน์อะไรบางอย่างอยู่” เรียวพูดขึ้นมาอีก ผมไม่เข้าใจไอ้เพื่อนคนนี้เอาซะเลย ทำไมมันรู้ไปซะทุกอย่างทุกเรื่อง “อ้อ...แล้วอย่าทำตัวเป็นคนขี้งอนมากนะ แค่นี้น๊า~ ฮิโรกิตามตัวไปเข้าห้องอัดล่ะ” แล้วมันก็ตัดสายไปซะดื้อๆ อะไรวะ!! ผมไม่ได้เป็นคนขี้งอนซะหน่อย
แต่ตอนนี้ผมก็ชักอยากจะเป็นคนขี้งอนขึ้นมาดื้อๆแล้วนะเนี่ย ผมก็หันหลังให้หมอนั่นเหมือนกัน มองไปออกนอกหน้าต่างก็มีแต่รอยหิมะเต็มไปหมด ถึงแม้ว่าจะเป็นหน้าหนาวที่แดดออกก็เถอะ
รถที่ยังคงวิ่งไปเรื่อยๆ บรรยากาศภายนอกก็เปลี่ยนไป...จากที่เป็นบ้านเรือน หมู่ตึกก็ค่อยๆเปลี่ยนมาเป็นต้นไม้บ้าง ตกลงว่าพี่คนขับรถเค้าจะพามาทัศนศึกษาหรือว่าจะพากลับโรงแรมเนี่ย!??
เสียงทะเลาะแบบเด็กๆของไอ้คนที่นั่งเบาะหลังดังขึ้นมารบกวนโสตประสาทผมด้วยหัวข้อที่ว่า “เล่นสกีกับปั้นตุ๊กตาหิมะอันไหนสนุกกว่ากัน” ไอ้พวกนี้มันสรรหาเรื่องมาให้เปลืองน้ำลายโดยใช่เหตุได้ตลอดเวลาเนาะ - -“
“ยัตต้า!!! ถึงแล้ว~~” เสียงร้องอย่างดีใจของริวทำให้ผมส่ายหัวเบาๆ ในที่สุดเราก็มาถึงโรงแรมโดยผ่านเข้าประตูหลังที่ไม่ค่อยจะมีใครรู้จัก “เรียวเฮ ลงไปเหอะ ฉันหิวๆ”
“ลงไม่ได้เว้ย!!” เรียวส่งเสียงหงุดหงิดๆ “ไอ้เคะมันไม่ยอมลงพวกเราสองคนก็ลงไม่ได้ แล้วต่อไปนะเว้ยริว เราก็จะต้องอดข้าวตายอยู่ในรถตู้คันนี้ พอทีนี้เราก็จะกลายเป็นผีเฝ้ารถตู้ที่ไต้หวัน เหอๆ” มันเอามือมาทำเป็นผีให้พวกเราดูอีก
“ไม่เอาเว้ยยย!! ฉันกลัวผี แกก็อย่ามาทำหน้าเหมือนอย่างงั้นดิ่ มันน่ากลัวนะเว้ย” ริวอิจิที่ส่งเสียงโวยวายเพราะโดนผีหลอกๆอย่างเรียวเฮแกล้ง “ไอ้เคะแกก็ลงไปดิ่วะ อยากเป็นผีรึไง”
ผมก็อยากจะตะโกนบอกมันใจจะขาดว่าผมลงไม่ได้ ถ้าอาอี้ไม่ลง ผมก็ลงไม่ได้เพราะถ้าลงก็ต้องผ่านหน้ามัน ผมไม่อยากจะมองหน้ามันด้วยซ้ำไป!! เฮอะ ตกลงผมกลายเป็นคนขี้งอนไปแล้วเหรอเนี่ย?
ผู้จัดการที่ทำท่าว่ากลุ้มใจกับเราเหลือเกินก็ต้องมาเปิดประตูอันเชิญให้เราออก หมอนั่นยอมเดินออกไปจนได้ ผมก็เป็นรายต่อไปที่เดินลง แต่มันก็นะ...ไอ้สองตัวนั้นมันก็ยังตีกันว่าใครจะออกก่อนกัน นานาจิตตัง เฮ้อ...
ทั้งสามคนเดินเข้าไปในโรงแรมด้วยท่าทางหลั่นล้า แต่ผิดกับผมและอาอี้ที่ยังยืนอยู่ตรงนี้...แต่แล้วอาอี้ก็หันหลังแล้วเดินตามพวกนั้นไป แล้วจะให้ผมมายืนตากหิมะแบบนี้เนี่ยนะ ผมก็เดินเข้าไปด้วยดิ่
ผมยืนรอลิฟต์อยู่กับเจ้านี่อย่างเงียบๆ เงียบมาก...เพราะไม่มีใครพูดอะไรสักคำ หนำซ้ำบรรยากาศมันชักจะวังเวงผิดปรกติด้วยน่ะสิ~ เหอๆ ความจริงผมก็กลัวผีนะเนี่ย
ติ๊ง!! เสียงลิฟต์ที่บอกว่ามาถึงแล้วนะ เอ็งจะขึ้นมั้ยทำให้ผมกับเขาก้าวขาเข้าไปพร้อมๆกัน แต่แหม...มันไม่ใช่นิยายน้ำเน่าซะหน่อยที่ว่าก้าวเข้าพร้อมกันทำให้ตัวติดกันจ้องหน้ากันประมาณนั้น ลิฟต์นี้มันก็กว้างพอตัวที่จะทำให้ผมรู้สึกว่าผมกับเขาอยู่ไกลกันมากขึ้นกว่าเดิม
ไฟสลัวๆเพราะไม่ค่อยมีใครได้ใช้ลิฟต์ตัวนี้ทำให้บรรยากาศไม่ต่างไปจากหนังผีทั่วไป แต่ถึงจะทั่วไปผมก็กลัวนะครับ!! บรรยากาศมันวังเวงมากขึ้นกว่าเดิม ให้ตายสิ!! ผมยังไม่เคยโดนผีหลอกที่ญี่ปุ่น แต่ผมต้องมาเสียเฟิร์สให้กับผีที่ไต้หวันเนี่ยนะ โอ้วว...ไม่เอาอ่ะ ขอให้โดนที่ญี่ปุ่นมันหลอกก่อนไม่ได้เหรอ?
ติ๊ง!! เสียงลิฟต์ทำให้ผมสะดุ้งขึ้นมา แล้วเสียงครืดๆที่บ่งบอกความเก่าของมันก็ทำให้ผมขนลุกพรึ่บพั่บเลย ยิ่งกว่านั้น!!! ประตูเหล็กที่กั้นผมและทางที่จะไปห้องเล่นเอาผมแทบทรุด...
อาอี้หันมามองหน้าผม เราสองคนมองหน้ากันโดยไม่ตั้งใจ และนั่น...เราสองคนก็หลบตากันอีก เว้ย!! ไม่ใช่นิยายรักน้ำเน่านะเว้ยเนี่ย ผมกระแทกนิ้วใส่ลิฟต์อย่างโมโหก่อนจะกดให้มันลงไปชั้นล่าง แต่มันกลับค้างเติ่งอยู่ที่เดิม...เฮ้ย ลิฟต์ค้างเรอะ!? ไม่เอ๊า!! ผมกลัวผี
เราสองคนเริ่มเขยิบเข้ามาใกล้กันโดยไม่รู้ตัว เอาเถอะ...งงงอนน่ะลืมไปก่อน ตอนนี้ความกลัวมันเข้าแทรกอย่างแรง!!
“คะ...เคตะ” เสียงนั้นเรียกผมอย่างแผ่วเบาจนผมแทบไม่ได้ยิน ผมหันหน้าไปมองคนที่ยืนข้างๆ แต่ก็ต้องเจอกับสายตาที่บ่งบอกว่ายังคงงอนอยู่ แล้วสายตานั้นก็ต้องเปลี่ยนเป็นตกใจอย่างรวดเร็ว ผมไม่ได้พูด มันไม่ได้พูด...แล้วเสียงใครล่ะครับ!!!!????
คราวนี้ไม่มีใครต้องพูดเลย เงียบ หน้าซีด เหงื่อตกกันทั้งคู่ เวรกรรมแล้วไง ผีหลอกกูจนได้ โฮกกกกกกกกกกกก!!! ไม่เอาอ่ะ “เคตะ...” ไอ้เสียงหลอนๆยังคงมาเรื่อยๆ แล้วผมก็อยากจะทรุดลงไปเรื่อยๆ “แอนดี้...” คราวนี้กลายเป็นชื่อเจ้านั่นแฮะ แต่ไม่ว่าจะเป็นชื่อใครผมก็ซีดได้ทั้งนั้นแหละ
ไฟที่สลัวๆทำท่าว่าจะดับลงภายในไม่ช้ามันทำเอาผมหลอนไปเหมือนกันนะเนี่ย ถ้าเกิดมีผู้หญิงหน้าขาวๆ ตาโบ๋ ผมยาวโผล่มายืนข้างๆล่ะ ไม่อยากจะคิด...ฮือ ผมไปทำกรรมอะไรมามากมายวะเนี่ย TT_________TT
แต่เหมือนความดีที่ผม (หรืออาอี้ก็ไม่รู้) เคยทำเอาไว้มันทำให้ลิฟต์ค่อนข้างเก่าแก่ตัวนี้ค่อยๆดิ่งลงไปข้างล่าง...โชคดีนะที่มันไม่แบบดิ่งพสุธา ไม่งั้นไอ้เคะก็ไอ้เคะแหละวะได้แหกปากร้องแน่ๆ
ติ๊ง!!! เสียงยังคงใสไม่เข้ากับสภาพมันดังขึ้นมาบอกเราทั้งคู่ให้รู้ว่าถึงจุดหมายที่เอ็งต้องการแล้วนะ ผมแทบจะก้มลงกราบเทวดา เทพเจ้าตรงนี้เลย ไม่ต้องมีใครสั่งผมกระโจนออกจากลิฟต์โดยทันที หมอนั่นก็เหมือนกัน ผมปาดเหงื่อเบาๆบนหน้า โอ้ยย ให้ตายสิ
อาอี้ที่ทำว่าจะเดินไปด้วยความงอนหรือความกลัวลิฟต์ตัวนี้ก็ไม่ทราบ...
“เดี๋ยวสิ” ผมเรียกเขาขึ้นมา หมอนั่นหันมามองหน้าผม สายตาที่ถามออกมาว่ามีอะไรเหรอทำให้ผมอยากจะงอนต่ออีกรอบ “คือว่า...เมื่อวานนี้ที่นายบอกว่ามีอะไรจะให้ฉันน่ะ อะไรเหรอ?” ผมตัดความไม่เข้าใจของผมทิ้งไปทันที เพราะถ้าอยู่แบบนั้นน่ะ มันอึดอัดไม่ใช่เหรอ? ซึ่งนั่นมันทำให้ผมแทบอยากระเบิดตัวเองออกมาเลย
มันคงจะเป็นเพราะผมเอง...ที่ไม่ยอมใส่ใจตัวเขามากกว่านี้
“ยังจำได้ด้วยเหรอ?” ถามขึ้นมาเสียงเย็นๆ ให้ตายเถอะ!!! อย่าทำเสียงแบบนี้นะ “ฉันนึกว่านายจะจำไม่ได้ซะอีก” ยังคงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ผมแทบจะทนไม่ได้ ผมไม่ชอบใจเอาซะเลยกับน้ำเสียงเย็นชาแบบนั้น ผมอยากจะตะโกนออกไปว่าทำไมผมจะจำไม่ได้!!!
“แต่ช่วยลืมมันไปเถอะนะ...นายมีคนที่น่าเป็นห่วงมากกว่าฉันซะอีก” เสียงที่เปลี่ยนเป็นสั่นๆแทนทำให้ผมอยากจะถลาเข้าไปปลอบ แต่ขาผมกลับแข็ง...มันก้าวไม่ออก “ยังไงวันนี้ก็วันสุดท้ายที่เราจะเจอกันนี่ ปล่อยให้ฉันไปเถอะ แล้วเราก็จะไม่ได้เจอกันตลอดไป” พูดจบก็หันหลังกลับแล้วทำท่าว่าจะเดินออกไป
ผมก้าวยาวๆแล้วจับแขนที่เล็กกว่าผมขึ้นมา “ทำไมเป็นคนเอาแต่ใจแบบนี้!!” ผมพูดบ้าง “ไม่เคยฟังความคิดเห็นของฉันเลยนะ!!! ฉันไม่มีทางลืมมันไปได้หรอก ไม่ว่านายจะพูดอะไรฉันลืมไม่ได้หรอกนะ”
“เพราะมันจะเป็นวันสุดท้ายที่เราเจอกันไง...เป็นตายร้ายดีฉันก็อยากจะได้สิ่งที่นายจะให้ฉัน!!!!”
ตอนนี้ทั้งผมและเขาก็มาหยุดยืนบนสะพานแห่งหนึ่ง ที่ต้องข้ามไทเปมา...การเดินทางของเราสองคนมันเต็มไปด้วยความรู้สึกอึดอัด อย่างน้อยๆ ก็สำหรับผม...
ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดสนิท...ดวงดาวไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สวยเหมือนกันนะ แต่ทำไมวันนี้ผมถึงมองว่าดวงมันไม่สดใสเอาซะเลย
“อาอี้...” ผมเรียกชื่อเขาขึ้นมา “ฉันไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย” ผมตัดสินใจพูดทุกอย่างในใจออกไป “ฉันไม่รู้ว่านายเป็นรึเปล่านะ แต่ฉันรู้สึกอึดอัดมาก...ฉันไม่อยากให้เรามาโกรธกันด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆเลยนะ” ผมพูดไปก็รู้สึกเหมือนตัวเองอยากจะกอดคนข้างๆขึ้นมา “รู้มั้ย...ว่าวันนี้ฉันตกใจมากแค่ไหนที่เห็นนายยืนอยู่บนนั้น มีฉันคนเดียวที่ไม่รู้ว่านายเป็นใคร มันทำให้ฉันรู้สึกน้อยใจเหมือนกันนะ...ว่าฉันไม่มีความสำคัญขนาดที่ว่าไม่ควรจะรู้ด้วยซ้ำว่านายเป็นใคร แต่ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนายเดินลงมาที่หลังเวทีน่ะ นายกลับไม่สนใจฉันสักนิด นายเหมือนไม่แคร์ว่าฉันคิดยังไง นายสนใจแ...”
“พอเถอะ!!” เขาขัดขึ้นมา “ฉันขอโทษ...บางทีนะเคตะ ฉันก็กลัวว่าจิบะคุงกับโองาตะคุงจะรู้ความรู้สึกของฉัน ฉันรู้...ว่ามันไม่สมควร และฉันก็ไม่รู้ว่านายกับคนที่ชื่อยูน่ะเป็นอะไรกันแน่ บางที...ฉันอาจจะเหมือนเด็กที่ขี้งอน เอาแต่ใจนะ แต่ฉันก็แค่อยากให้นายมาเป็นห่วงฉันบ้างเท่านั้นเอง....” เขาหยุดพูดไป “ฉันรู้ว่ามันผิดที่ฉันคิดแบบนี้...แต่เคตะ ฉันชอบนาย”
ผมก้มหน้ามองผืนน้ำที่นิ่งสงบ ทำไมผมจะไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงกับผม...ทั้งๆที่ผมรู้ ผมก็ได้แต่โกหกตัวเองว่ามันไม่ใช่ ผม...โกหกความรู้สึกตัวเองด้วย หึ...เป็นอย่างที่เจ้าพีในคราบเคนโซะพูดเอาไว้จริงๆด้วย ว่าคนที่โกหกตัวเองน่ะจะต้องเจ็บปวด แต่...มันถึงเวลาหรือยังที่ผมจะต้องยอมรับความจริง
ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกรอบ... “ฉันไม่เคยมองฟ้าได้สวยขนาดนี้มาก่อนเลยนะ เพราะทุกครั้งฉันได้แต่โกหกตัวเองว่ามันไม่ใช่...ทั้งๆที่มันใช่ แต่ฉันไม่เคยสนหรอกว่าฟ้ามันจะสวยหรือเปล่า ที่ฉันสนน่ะ...ได้มีแค่นายอยู่ข้างๆ ได้เห็นรอยยิ้มของนายมันก็พอแล้วล่ะ” ผมใช้นิ้วถูจมูกไปมาแก้เขิน
อาอี้หันมามองผมด้วยสายตาไม่เชื่อ “แต่...ยังไงก็คงเป็นไปไม่ได้ใช่มั้ย” ผมรู้ดีว่าเค้าหมายความว่ายังไง
“ไม่เห็นต้องไปสนคนอื่นเลย นายชอบฉัน นายก็สนแต่ฉันสิ” ผมพยายามทำเสียงร่าเริง จับใบหน้าให้มันมามองผม “นะ...สนแค่ฉันคนเดียว ฉันก็จะสนแค่นายคนเดียวเหมือนกัน”
เจ้านี่หลับตาปี๋แล้วจะหัวเราะออกมา “เคตะ นายมันบ้า!!” ผมไม่สนหรอกครับ ผมฉวยโอกาสที่คนคนนี้หลับตาประทับริมฝีปากของผมลงบนริมฝีปกเจ้านั่นทันที แล้วก็เป็นผลทำให้ใบหน้านั่นแดง ผมได้แต่ฉีกยิ้มกว้างและโอบทางด้านหลัง อาอี้ถอนหายใจออกมา ด้วยความที่อากาศหนาวทำให้ลมหายใจออกมาเป็นไอสีขาว
“หนาวเหรอ?” ผมก้มหน้าลงไปถาม “นายมาวิ่งในใจฉันหลายรอบแล้วนะ...ยังไม่หายหนาวอีกเหรอ?” ขอยืมมุกหน่อยแล้วกันนะไอ้ยู ฮ่ะๆ
“บ้า!” เขาหัวเราะออกมา
“แหม...แต่โรคบ้าของฉันมันต้องรักษาด้วยหัวใจของนายนะ ยินดีให้ฉันมั้ยล่ะ?” ก็ตัดทอนส่วนที่มันยืดเยื้อออกไปบ้าง เพื่อไม่ปล่อยให้คนๆนี้งงนาน
“ไม่ให้”
“เอ้า! งั้นนายก็ต้องมีแฟนเป็นคนบ้าน่ะสิ...” ผมกดจมูกลงบนแก้มใสๆแล้วมองท้องฟ้ายามค่ำคืน
“ไอ้เคะ!! เอามุกฉันไปใช้ไม่ขออนุญาต” ทางด้านของสามสมัครพรรคพวกที่แอบย่องตามมาดูผลงานชิ้นเองของตัวเอง ไอ้ตัวเกือบต้นเรื่องกำลังเข่นเขี้ยวเพื่อนที่เอามุกของเขาไปใช้
อ่อ...ไอ้ตัวต้นเรื่องจริงๆน่ะเหรอ? นั่งสบายอยู่ที่ญี่ปุ่นน่ะสิ เจ้าคิดเจ้าแผนทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องที่ยูหายตัวไปยันเรื่องลิฟต์ที่ค้าง...
“ฉันเดาไม่ผิดจริงๆ ว่าต้องเป็นแอนดี้” ริวอิจิชกมือตัวเองด้วยความเจ็บใจสุดๆ ไอ้เคะมันชิงมีแฟนไปแล้ว อยู่แค่ปลายจมูกด้วย...โธ่เอ๊ย!!
“แกเดาตอนไหนวะ?” พ่อเรียวเฮที่พกกล้องส่องทางไกลออกมาด้วยหันมาถามเพื่อนอย่างสงสัย มันเดาตอนไหนทำไมเขาไม่รู้เรื่อง!!!???
“ตอนที่หัวใจเราอยู่ใกล้กันไง~” ชิโรตะ ยูที่ไม่ยอมปล่อยให้บทหายไปพูดแทรกขึ้นมา เรียวที่ตั้งท่าจะตีกันอีกรอบทำให้ริวอิจิมองอย่างเซงๆ เฮ้อ...ไอ้เคะก็มีแฟนไปแล้ว รายต่อไปไม่พ้นไอ้คู่นี้แน่นอน งั้นเขาก็ต้องเปล่าเปลี่ยวอยู่คนเดียวอ่ะดิ่!!!! เฮอะ เพื่อนนะเพื่อน ทิ้งกันไปมีแฟนหมด ปิดฉากแล้วโว้ยยย ปิดฉาก จบซะทีก่อนที่ไอ้ริวคนนี้มันจะหมั่นไส้มากไปกว่านี้ เชอะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
THE END ก็ได้อ่ะ... (<<<< เสียงคนแต่ง)
“เฮ้ยยย!!!!!!!!!! อย่าเพิ่ง!!” เสียงของใครบางคนกระชากให้นังคนแต่งลุกขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากกลายสภาพเป็นซอมบี้ตายซาก “เด็กจูเนียร์ยังไม่ได้ออกหน้าออกตาซักช่อง!! เดี๋ยวมันน้อยหน้า”
คุณชายนิชิเรียวที่นั่งไขว้ห้างอย่างมีมาดอยู่พูดอย่างขัดใจ ฟิคสามค่ายนี่มันออกไปแค่ 2 ค่ายเอง (ไม่นับค่ายอาอี้ที่เป็นตัวละครประกอบ -งั้นเหรอวะ!??-) แขนสั้นๆยื่นออกมาด้วยความมั่นใจสุดฤทธิ์ กางนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ออกมาแล้วทำตาเซ็กซี่
“ซีรีย์ฟิคเรื่องนี้ยังไม่จบแค่นี้ โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยครับ ปัง!” พูดออกมาแค่ลมในคำสุดท้ายแล้วม่านก็ปิดลงไป เย้ๆๆๆๆ เปาะแปะๆ
THE END (จริงๆนะเว้ย)
หลังฉาก...
ยามะพี (ณ จอห์นนี่) ทำไมค่ายเราไอ้เรียวได้ออกคนเดียววะ?
เซโตะคุง (ณ ดีบอยส์) ค่ายผมก็มีแค่ยูคุงได้ออกคนเดียวเหมือนกันล่ะครับ
อากิระ (ณ โพนี่) พวกนายอย่ามาพูดเลย!! ค่ายฉันออก 3 คน แต่เหมือนมันจะเด่นอยู่แค่คนเดียว!!!
อุจจี้ (ณ จอห์นนี่) เรียวนะเรียว จะได้ออกล่ะไม่มีบอกกันมั่งเลย ฮึ่ยยยยยย!!!!!!!
ฮิโรกิ (ณ โพนี่) และ เคตะ (ลีดส์ ณ โพนี่) *ต้องรีบลอคแขนคนสวยอย่างรวดเร็ว*
ทางด้านหนุ่มๆคัตตุนและคนอื่นๆที่นั่งเงียบอยู่นั้นไม่ใช่ว่าอะไร แต่กำลังคิดแผนแก้แค้นไอ้เรียวที่หนีไปนอกฉากคนเดียว ฮึ่มม!!! มันน่าเจ็บใจนัก จำเอาไว้นิชิเรียว อ๊ากกกกกกกกกกกก!!!!!
เออ...จบจริงๆแล้ววุ้ย!!! Mata Ne~
---------------------------------------------------------------------------------------
TALK:
โอ้ว! เรื่องนี้ทำลายสถิติจนได้ 23 หน้าโดยประมาณ เป็นฟิคที่เรียกได้ว่ามีความมั่วอยู่สูงมาก นอกจากจะเป็นฟิค ข้ามค่าย (3 ค่าย) แล้ว ยังเป็นฟิคข้ามชาติอีกด้วย ห้าห้าห้า (555) ได้แรงบันดาลใจมาจากลูกชายตอนที่มันไปไต้หวัน แล้วมันก็กอดกับอาอี้ราวกับคนรู้จักกันมา 3 ปีเศษๆ ไอ้เราเลยแบบ...อะไรของมันวะ!?? ฮี่ๆ จับมาแต่งฟิคซะเลย ก็นะ...คู่ต่อไปจะเป็นใครเอ่ย!??? ให้ทาย เอ๊ะเอ๋?...อย่าทายให้เสียเวลาเลย เพราะตอนนี้ยังคิดมุกไม่ออกแฮะ - -a เอาเป็นว่าเป็นฟิคที่คนแต่งแต่งแล้วมีความสุข (แต่คนอ่านจะมีความสุขหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ กร๊ากกก) ยังไงก็ฝากฟิคเมาๆเรื่องนี้ด้วยละกันนะเคอะ!! Doumo Arigatou Ne~
PS. Please, comment yr opinion for this fiction.
เเต่ฟาร์ม !!!!
ทำไมเปลี่ยนลุกส์บ่อยจังเจ๊อิจฉา 555+
#1 By ஐ... WinTer PaNic ...ஐ on 2007-10-02 18:07