[SF] เถียงกันทำไม [Jr's Community]
posted on 17 Sep 2007 19:31 by devilz79 in FICTIONs, JOHNNYs
Title: เถียงกันทำไม???
Cast: NewS
By: Kusashita & [I]-Xnor [i-Shi]
Soundtrack: เพลงเ ถียงกันทำไม
“เรียว!!! ฉันก็บอกนายแล้วไง ว่าท่อนนี้นายควรจะร้องให้เสียงมันสูงกว่านี้น่ะ”
เสียงเกรี้ยวกราดของคนที่เป็นหัวหน้าของวงดังขึ้นมาจากห้องอัดเสียงเล็กๆนั่น
นี่ก็สามปีแล้วสินะ...สามขวบกว่าๆแล้วด้วย คราวนี้ถึงเวลาซะทีที่อุจจี้และคุซาโนะจะกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
อยู่ด้วยกันแปดคน แต่...แต่มันก็มีปัญหาซะจนได้
คนตัวเล็กเหลือกตามองเพดานอย่างหงุดหงิดใจ
“ฉันว่านะ เราก็น่าจะร้องฉบับออริจินัลมากกว่าอ่ะ แฟนๆเค้าคงอยากจะฟังพวกเราที่เป็นเหมือนเดิมมากกว่า”
พยายามพูดอย่างใจเย็นที่สุดเพราะครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่แปดแล้วที่เขาเข้าๆออกๆห้องอัดเสียงเพื่อร้องท่อนของเขา
“แล้วพวกเราไม่เหมือนเดิมตรงไหนล่ะ!!!” ความหงุดหงิดที่งานนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จสักเพลงเดียว
ทำให้ลีดเดอร์ของวงเริ่มรำคาญใจขึ้นมากกว่าเดิม
“พวกเรายังมีกันแปดคนเหมือนเดิม พวกเรายังร้องเพลงที่เน้นกำลังใจเหมือนเดิม
แล้วอะไรล่ะที่นายบอกว่าอยากจะให้พวกเราเป็นเหใอนเดิม ในเมื่อมันก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปซะหน่อย”
มือเล็กๆของคุซาโนะเกาะกุมมือใหญ่เอาไว้แน่น
“ไม่ใช่นะยามะพี... เรียวจังเค้าคงจะหมายความว่าอยากให้ได้บรรยากาศเดิมๆมากกว่านะ อย่าเพิ่งโมโหสิ”
“มันรอบที่แปดแล้วนะ!!! ฉันก็รู้...ว่านายอยากให้บรรยากาศมันเหมือนเดิม แต่ว่าเราก็ต้องมีอะไรที่
แปลกใหม่ไปเซอร์ไพรซ์พวกเค้ามั่งสิ ฉันชี้แจงเรื่องนี้ให้นายฟังมาเป็นรอบที่ร้อยแล้วนะเรียว!!!”
แม้จะพูดอยู่กับคุซาโนะ แต่ยามะก็พาดพิงไปถึงคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ
เรียวกำมือแน่น ฮิโระที่นั่งข้างๆลูบหลังเรียวเบาๆเชิงปลอบ
“ฉันก็อธิบายให้นายฟังแล้วเหมือนกัน ทำไมไม่ฟังฉันบ้างเลยล่ะพี!!! ทำไมนายไม่ฟังฉันล่ะ
อย่าเอาแต่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่ได้มั๊ย มันน่าหงุดหงิดนะ หัดฟังกันซะบ้างสิ!!!!”
“พวกนายอย่าเพิ่งมาทะเลาะกันได้มั๊ย พวกเราทำงานมาร่วมๆกันก็ราวๆจะสามปีแล้วนะ งานครั้งนี้ที่ออกมาน่ะ
ฉันอยากจะให้ทุกคนทำงานเต็มที่เพราะว่าคุณจอห์นนี่ก็ไว้ใจเรา คิดว่าเราโตๆกันแล้ว
เลยไม่ได้ให้สตาฟมาคุมพวกเรา งานทุกอย่างแพลนเพลินเราก็คิดเองทั้งหมด อย่าเพิ่งทะเลาะกันตอนนี้ได้มั๊ย!!!”
โคยาม่าที่นั่งดูมานานเริ่มหมดความอดทนบ้าง
“หรือนายอยากจะยุบการออกซิงเกิลนี้ก็ตามใจ แต่ถ้าเกิดหยุดทะเลาะกันเมื่อไรก็บอกด้วยนะ จะกลับมาร้องด้วยอีก”
เสียงประตูห้องปิดดังปังพร้อมกับแผ่นหลังเล็กๆของโคยาม่าเดินออกไป
...บางเวลาอาจเบื่อกันเอง...
...บางเวลาอาจใช้อารมณ์...
...บางเวลาอาจเกิดเป็นเรื่องใหญ่...
“พวกเราใจเย็นๆกันได้มั๊ย เห็นมั๊ย เคย์จังโมโหแล้วน่ะ”
ยูยะที่นั่งดูอยู่นานช่วยกันกับฮิโระเพื่อหยุดความโมโหของเรียวกับยามะพี
“ยามาชิตะคุง นายก็ฟังความเห็นของเรียวมั่งสิ อย่าใช้แต่ความคิดของตัวเองเป็นหลัก พวกเราทุกคนต่างทุ่มเท
กับงานนี้สุดชีวิต เพราะซิงเกิลนี้จะเป็นตัวที่บอกว่าพวกเรายังอยู่กันเหมือนเดิม พวกเรายังเป็นนิวส์อยู่ทุกวัน”
น้ำใสๆเอ่อคลอดวงตาคู่สวยเมื่อคิดว่าจะไม่มีซิงเกิลนี้ออกมายืนยันว่าพวกเขาจะกลับไปยืนบนเวทีคอนเสิร์ตอีกครั้ง
“แต่งานนี้ แพลนนี้ยามะพีก็นั่งคิดนอนคิดกับฉันทั้งวันทั้งคืนจนไม่ได้นอน
ตอนที่เอาแผนมาวางให้ดูตอนแรกแล้ว ทุกคนก็ตอบตกลงไม่เห็นจะมีใครมีปัญหากันเลยอ่ะ”
มัสสึดะที่ได้ยินยูยะพูดแบบนั้นก็เถียงออกมาบ้าง
“แล้วทำไมตอนนี้ต้องมานั่งเถียงกันล่ะ”
“ช่างเถอะ!! ถ้านายต้องการแบบนั้นนะเรียว ได้...เราก็จะทำแบบนั้นเพื่อยุติปัญหาเข้าใจมั๊ย
แล้วถ้าพร้อมเมื่อไร ฉันจะมาอัดเสียงอีกที ตอนนี้พวกนายอัดกันไปก่อนเถอะ”
แววตาแข็งกร้าวขึ้นมาก่อนที่จะสะบัดมือออกจากมือของคุซาโนะแล้วเดินออกจากห้องตามเคย์จังไป
“ยามะพี....” ทุกคนเรียกเจ้าของชื่อนั้นเป็นเสียงเดียว แต่ก็คงจะยกเว้น...เรียวล่ะมั๊ง
“ฉันก็ไม่เข้าใจ...ว่าเราจะมานั่งเถียงกันทำไม ในเมื่อตอนแรกโอเคกันแล้วนี่”
คุซาโนะนั่งก้มหน้านิ่ง น้ำตาที่มันจะไหลลงมาตอนนี้มันเอ่อล้นมาเต็มเบ้าไปหมดแล้ว
“แล้ว...แล้วถ้าพร้อมกันเมื่อไร ก็ไปตามฉันด้วย...นะ” แผ่นหลังที่สั่นสะท้าน
ทุกคนในห้องย่อมรู้ดีว่าคุซาโนะกำลังร้องไห้ ทุกคนต่างอยากเข้าไปปลอบเด็กคนนี้...
เพราะเขายังเด็กเกินไปที่จะต้องมารับรู้เรื่องราวอย่างนี้ถึงสองเวลาติดๆกัน
“คาซึยะ...ทำไมพวกเขาต้องทะเลาะกันด้วยล่ะ ทั้งๆที่เพิ่งได้มารวมตัวกันในห้องอัดเสียงนั้นอีกครั้ง”
เสียงสั่นเครือ คุซาโนะมาปรึกษารุ่นพี่ที่ตัวเองนับถือ
“ทั้งๆที่พวกเราต่างก็พูดคุยกันก่อนหน้านั้นว่าอยากจะกลับมาเจอบรรยากาศสนุกๆแบบนั้นอีก
แล้วทำไมต้องมาทะเลาะกันด้วยเรื่องแค่นี้ล่ะ”
มือเรียวสวยลูบไปตามเส้นผมของเด็กน้อย...เด็กคนนี้ยังเด็กเกินไปด้วยซ้ำ
เกินไปที่จะต้องมารับรู้ถึงปัญหาในการทำงานที่...เขายังไม่สามารถจะรับไหว หากเขาเป็นเด็กคนนี้
แค่เรื่องที่โดนพักงาน มันก็เป็นเรื่องที่เจ็บปวดพอแล้ว หากเป็นเขา...ชีวิตในตอนนั้นของคุซาโนะ
ก็คงจะไม่ต่างกับชูจินัก...กับคำพูดที่ว่า “แม้ชีวิตจะตกลงไปที่ต่ำที่สุดแล้ว แต่ชีวิตก็ไม่ได้จบลง”
แต่...แต่ในตัวที่เขาเป็นชูจินั้น ยังมีอากิระและโนบุโกะที่เป็นที่พักพิงให้กับชูจิได้ แต่คุซาโนะล่ะ
เหมือนว่าเขาไม่มีใครเพราะทุกคนต่างมีงานให้น่าปวดหัวทั้งนั้น...แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มีเวลามาดูแลรุ่นน้องที่น่ารักคนนี้
พอกลับมาแล้ว ก็ยังจะต้องเจอกับปัญหาเล็กๆน้อยๆอีก แม้จะเป็นการทะเลาะกันธรรมดา
เป็นปัญหาพื้นฐานของงานพวกนี้ คุซาโนะยังอ่อนแอเกินไปที่จะรับความเจ็บปวดได้ถึงสองต่อ
แต่ก็ถือว่าเด็กคนนี้เข้มแข็งมากเพราะหากเปลี่ยนเป็นเขาแล้ว คงจะทนไม่ได้
“ไม่หรอกน่าคุซาโนะ เดี๋ยวอีกไม่นานนะ...ยังไงพวกนายก็ต้องจับมือกันด้วยความรักน่า
พวกนายเป็นปีกไม่ใช่หรอ ปีกที่ต้องโบยบินไปอีกไกลนะ...”
ส่วนฉัน จะช่วยภาวนาให้พวกนายเจอกับฟ้าที่สดใสแทน
ขอให้ลมฝนพวกนี้พัดผ่านให้พ้นจากพวกนายไปเร็วๆแล้วก็...ฉันขอภาวนา
ใบหน้าเคร่งเครียดของโคยาม่าซึ่งตั้งหน้าตั้งตาจดจ่ออยู่กับกระดาษสีขาวๆแผ่นเล็กๆยัยยู่ยี่แผ่นนั้น
เขาถือติดมือมาตั้งแต่ที่ห้องอัดเสียงแล้วล่ะ ลายมือบิดๆเบี้ยวๆของเขาเรียงอย่างไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก
แต่ก็พอจะอ่านออกเป็นบางประโยค
......ฟ้าที่สดใส ปีกทั้งแปดบินออกไป.....
ริมฝีบางเผยอยิ้มออกมาเล็กน้อย ปีกทั้งแปด ในที่สุดก็กลับมาอยู่ด้วยกันแล้วสินะ...
แต่ทำไมกัน พระเจ้ายังเทสายฝนลงมาอีกหรอ?? แค่นี้ยังไม่พอหรือยังไง?? เมื่อไรกัน ฟ้าจะสดใสตามเนื้อเพลงสักที
ปลายดินสอแกนดำขีดขึ้นๆลงๆอยู่บนกระดาษอยู่นานสองนานคำที่ออกมาคือ
“ขอให้พวกนายกลับมาเร็วๆ NewS ปีกทั้งเจ็ดของฉัน”
เสียงเพลงที่เปิดขึ้นมาเบาๆดังเข้าไปในหูของลีดเดอร์อย่างยามาชิตะคุง
“เราสองคนจะเป็นหนึ่งเดียวกัน” ท่อนหนึ่งของเพลงแทรงซึมเข้าสู่จิตใจ
“เราแปดคนต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน....ไม่ใช่หรอ” พึมพำเบาๆคนเดียว
น้ำใสๆที่ไม่เคยคิดว่าจะไหลลงมากลับไหลลงมาอย่างง่ายๆ แค่คิดมันก็เจ็บปวดราวกับจะตายอยู่แล้ว
ปากฮัมเพลงนิวส์นิปปอนไปอย่างช้าๆ ซึมซับกับบรรยากาศเมื่อวันเก่า บรรยากาศดีๆที่เคยมีให้กัน
เสียงหัวเราะโหวกเหวกโวยวายในห้องอัดเสียง สตาฟที่คอยต้อนเข้าห้องอัดเสียงจนพัลวัน
เสียงของคุซาโนะและยูยะที่นั่งหัวเราะคนจนคนที่ทำงานจริงๆจังๆอย่างเคย์จังต้องหันมาบ่น
มัสสึดะและเรียวที่แย่งกันกิน เถียงกันบ้างยังคงอยู่ในความทรงจำ
ฮิโรกิและชิเงะที่นอนหลับอย่างเอาเป็นเอาตายคงเพราะจากการทำงานและการเรียนที่รัดตัว
อยากจะเห็นภาพนั้นอีกครั้ง...อยากจะหัวเราะดังๆอย่างนั้นอีกครั้ง พร้อมๆกันทั้งแปดคน
ฮิโรกิที่กลับถึงบ้านแล้วก็นั่งขีดๆเขียนๆเนื้อเพลงอะไรสักอย่างลงบนกระดาษโน้ตอย่างดี
แสงไฟสีขาวนวลส่องกระทบกระดาษ...ไม่แน่ อาจจะเป็นแสงนั่น ที่ทำให้น้ำตาไหลลงมาได้
วันนั้นทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ วันที่เขาเข้าโรงพยาบาลน่ะ รู้สึกปลอดภัยจังเลย
รู้สึกดีที่มีคนคอยเรียกและให้กำลังใจอยู่ข้างๆ ถ้าไม่หักโหมเกินไปคงจะไม่มีวันรู้สึกถึงความรักของทุกๆคนมากขนาดนี้
แม้จะเหนื่อยสายตัวแทบขาด...แต่ว่า แค่เพียงมีทุกๆคนอยู่ข้างๆก็พอแล้ว พอแล้วล่ะ
เนื้อเพลงสั้นๆที่ถูกระบุลงไปในกระดาษส่วนท้าย ท่อนจบของเพลง...ท่อนที่คิดได้ตอนแรก
“เราจะเดินเคียงข้างกัน...ตลอดไป”
แผนงานที่วางกระจัดกระจายบนโต๊ะทำงานถูกวางซ้อนกันหลายแผ่น
เหงื่อที่เต็มหลังนั้นไม่ได้ทำให้ผู้เป็นเจ้าของผละออกจากงานที่อยู่ตรงหน้าได้เลย
เพลงแต่ละเพลงที่ถูกคิดขึ้นมาใหม่ ทั้งเพลงเก่าๆถูกขุดขึ้นมาจากกล่องเล็กๆใบหนึ่งภายในห้องนอนของเขา
การออกแบบทั้งชุด ทั้งเนื้อเพลงตอนนี้แพลนงานทุกอย่างอยู่บนโต๊ะของเขาเต็มไปหมด
แต่ตอนนี้สิ่งที่จดจ่ออยู่มากที่สุดคือกระดาษที่อยู่ตรงหน้า ระเบียบงานทุกอย่างของซิงเกิลนี้อยู่ภายในกระดาษนี้
อยู่ภายใต้ลายมืออันเป็นระเบียบเรียบร้อยของมัสสึดะ
“รอหน่อยนะทุกคน...รอฉันหน่อยนะ...อีกไม่นานหรอก...มันจะเสร็จแล้วล่ะ”
เสียงเพลงที่ดังผ่านสายโทรศัพท์ไปอีกคู่หนึ่ง คนที่ฟังอยู่ใจจดใจจ่อและตั้งใจฟังเอามากๆ
“เป็นไงมั่งล่ะ ชิเงะ” ยูยะถามปลายสายเสียงไม่ค่อยมั่นใจนัก
“เกือบจะโอเคแล้วล่ะนะ แต่ฉันว่านายควรจะทำเสียงให้ต่ำกว่านี้นิดนึงน่ะ
พอนายขึ้นเสียงสูงเกินไปมันก็แปลกๆอ่ะ” ปลายสายให้คำแนะนำมาเพียงเล็กน้อย แต่เพื่องานชิ้นนี้
ทุกๆเวลา ทุกๆนาทีต่างมีความหมายมากมายทั้งนั้น
“อื้อๆ ขอบคุณนะชิเงะ” พอพูดจบก็ร้องอีกครั้งหนึ่งเพื่อทดสอบเสียงไปเรื่อยๆ ต่างคนต่างผลัดกันร้อง...
ผลัดกันติเพื่อเอาไปแก้ไข....ขอบคุณเวลาเหล่านี้ ที่ทำให้พวกเขาสัมผัสถึงความรัก ต่อวงนิวส์...ขอบคุณจริงๆ
เสียงแกรกๆที่เกิดขึ้นจากการเดินลากเท้าของเรียวจัง ก็ไม่ได้ทำให้สมาธิของเขาหลุดออกมาจากเนื้อเพลงได้เลย
เสียงสั่นเครือที่ร้องเพลงนั้น ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย...แม้แต่น้อย
งานเชียร์วอลเล่ย์ที่ผ่านไปนั้น อยากจะไปยืนอยู่ตรงที่แห่งนั้นกับทุกคน อยากจะเข้าไปเชียร์นักวอลเล่ย์ทุกคน...
แต่ทำไมถึงทำไม่ได้นะ...อยากเข้าไปในสนามเพื่อตะโกนว่า Nippon ดังๆสักครั้ง อยากจะให้ญี่ปุ่นชนะ
อยากให้ทุกคนแข่งขันกันเพื่อญี่ปุ่นได้ถ้วยมาครอง
แต่ตอนนี้ล่ะ...พอได้กลับมารวมกันอีกครั้ง เขาก็เป็นคนที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวาย
เขาเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้งานที่จะเสร็จเร็วๆกลับต้องล่าช้าออกไปอีกหนึ่งวันหรือมากกว่านั้น...อาจจะเป็นเดือนๆ
ถ้าพรุ่งนี้เป็นไปได้...อยากจะให้ทุกๆคนกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง เขาจะไม่ทำตัวมีปัญหาอีกแล้ว
เขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้งานออกมาเป็นกลางที่สุด
มือบางผลักประตูของห้องอัดเสียงออกไป ภายในใจมีความหวังว่าขอให้มีใครสักคนมานั่งรออยู่ในห้องอัดเสียง
...ว่าง...
ไม่มีใครมานั่งรอในห้องอัดเสียง สายตาของฮิโรกิมองเข้าไปในห้องสำหรับอัดเสียง ห้องที่เรียวใช้ประจำ...
สายตาเศร้าสร้อยส่งผ่านมาให้กับฮิโรกิ แววตาแบบนั้นไม่บ่อยนักที่จะปรากฏให้เขาเห็น
ถ้าปกติเรียวจังที่อยู่กับเขาจะต้องเป็นเรียวจังที่พร้อมจะร่าเริงและแกล้งคนอื่นได้ตลอดเวลา แต่นี่...ไม่ใช่
ริมฝีปากที่เผยอขึ้นลงบ่งบอกให้รู้ว่าตอนนี้เรียวจังกำลังร้องเพลงอย่างสุดความสามารถ
ดูจากท่าทางแล้วเพลงที่เรียวร้องจะต้องเป็นเพลงเร็วแน่นอน แต่ทำไม...ทำไมท่าทางของเรียวดูไม่มีความสุขเลย
อุจจี้หยิบเฮดโฟนขึ้นมาใส่หู น้ำเสียงของเรียวจังตอนนี้เจ็บปวดและทรมาณ...ยิ่งกว่ายูยะที่ร้องแต่เพลงเศร้าๆ
เสียงดนตรีของเพลงนิวส์นิปปอนดังขึ้นมากระหึ่ม
...ท่อนที่เรียวผิดพลาดแล้ว...
อุจจี้ภาวนาในใจ ขอให้เขาร้องได้ดี...ขอเพียงแค่นั้น แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร
ก็ในเมื่อเพลงมันสนุกขนาดนี้ แต่ท่าทางของคนร้อง...กลับ....
น้ำเสียงสั่นเครือ คำร้องที่ดูผิดเพี้ยนไปหมดพรั่งพลูเข้าหูของอุจจี้ ร่างสูงเงยหน้ามองเข้าไปในกระจก
น้ำตาไหลพรากจากตาของเรียว มือสองข้างปิดปากแน่น
...เขาทำไม่ได้ เขาทำไม่ได้จริงๆ...
ฮิโระเดินเข้าไปในห้องนั้นพลางจับหัวเรียวมาซบกับบ่าเขา มากพอแล้ว...มากพอแล้วที่เรียวปลอบเขามา
วันนี้...เขาขอปลอบเรียวบ้าง...ขอเพียงแค่นั้น
“ร้องมาเถอะเรียวจัง นายร้องออกมาเถอะนะ” แค่คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้น้ำตาที่เรียวกลั้นมานานแสนนาน
ทะลักลงมาอย่างไม่น่าเชื่อ ได้ร้องไห้กับคนที่รักมากที่สุด...ก็ดีกว่าจะต้องนั่งร้องไห้คนเดียว
เป็นเวลานาน...นานที่เรียวร้องไห้กับอุจจี้ นานที่ทั้งคู่ไม่ได้พูดกัน แต่ต่างคนต่างก็รู้ว่าเวลาแบบนี้
ไม่จำเป็นจะต้องพูดกัน แค่มีมือใดมือหนึ่งมาลูบผมเบาๆ แค่นั้นมันก็เพียงพอกับน้ำตาที่เสียไปแล้วล่ะ
เสียงเปิดประตูขึ้นมาติดๆกัน คุซาโนะที่เดินมาเคียงข้างกับคาเมะ
สายตาของทั้งคู่มองไปในห้องสำหรับอัดเสียง ไม่ต้องพูด ขอแค่บรรยากาศเงียบๆแบบนี้แหละ
ไม่มีใครที่จะต้องพูด ทุกคนต่างเข้าใจถึงความรู้สึกนี้ดี...แม้แต่คาเมะ จะบอกว่านี่คือบรรยากาศตรึงเครียดก็ไม่ใช่
ความสุขก็ไม่เชิง ความรักของทั้งคู่อบอวลไปทั่วห้อง แต่ในความรักเหล่านั้นความเศร้าก็เคลือบอยู่
เหมือนน้ำผึ้งเกาะบนใบไม้ จะสลัดยังไงก็ไม่หลุด
คาเมะนั่งอยู่กับคุซาโนะในห้อง แต่เรียวกับอุจจี้ยังคงกอดกันอยู่อย่างนั้น
“ไม่ว่ายังไง...นายก็ต้องสู้นะคุ” คาเมะพูดเบาๆเพื่อไม่ให้รุ่นน้องของตนเครียดไปมากกว่านี้
Tulululu Tululu…lululu
“ว่าไงจิน” คาเมะรับโทรศัพท์เสียงใส แต่ประโยคของจินทำให้คาเมะถึงกับน้ำตารื้น “โอเค...พี”
เสียงเรียกชื่อของใครสักคนถูกปล่อยออกมาอย่างแผ่วเบาจนน่าใจหาย
“................”
“ทะ...ทำไมหรอ พะ...พี ใช่ยามะพีรึเปล่า”
“เปล่าหรอก...คุซาโนะ นายอยู่ที่นี่กับฮิโระกับเรียวก่อนนะ ฉันไปทำธุระก่อนเดี๋ยวมา”
คาเมะบอกกับคุซาโนะเสียงหมดแรงก่อนที่จะเดินออกไป
===========================================
“จิน...” คาเมะเรียกเพื่อนร่วมวงเสียงอ่อย “เกิดอะไรขึ้น มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
มือเรียวสวยขยุ้มปกคอเสื้อคนตัวใหญ่แรงๆ น้ำอะไรกันที่มันรื้นออกมาจากตาของคนที่อยู่ตรงหน้า
“.......................” ไม่มีเสียงตอบรับจากคนข้างหน้า
“พอเถอะคาซึยะ จินมันก็คงจะงงไม่แพ้นายเหมือนกันแหละ” โคคิดึงคาเมะออกมาจากจินที่กำลังสับสนทุกอย่างที่เกิดขึ้น
มันเร็วจริงๆ มันเร็วกว่าที่เขาจะรับไหวจริงๆ
สมาชิกทั้งหกของวงคัตตุนต่างเครียดไม่แพ้กัน “ทำไมอ่ะ ทำไมวะยูอิจิ แค่เนี้ย!!! มันไม่พอรึยังไง
เรื่องทั้งหมดที่ผ่านมามันยังไม่พอยังไงวะ ทำไมมันต้องเกิดขึ้นกับนิวส์ว่ะ ฉันไม่เข้าใจจริงๆ”
หันหน้าไปหาเพื่อนคนที่นั่งเม้มปากสนิท เครียดไม่แพ้กัน
นั่นสิ...ไม่พอหรอ เรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมามันยังไม่พออีกใช่มั๊ย พระเจ้ายังลงโทษพวกเขาทั้งแปดคนไม่พอใช่มั๊ย
ทำไมจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่??
.........บางเวลาอาจไม่อยากจูงมือ................
.........บางเวลาอาจเริ่มชินชา................
........และไม่รู้ว่าใครผิดตรงไหน..............
ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆที่ใครๆต่างก็เรียกว่าห้องอัดเสียง
บรรจุเด็กผู้ชายถึงเจ็ดคนลงไปในห้องนั้น ตอนนี้...ก็เหลือแค่คนคนเดียวสินะ
อีกนานเท่าไรกันกว่าคนคนนั้นจะมา...จะต้องรออีกนานเท่าไร
กว่าที่ปีกทั้งแปดพร้อมที่จะโบยบินออกไปข้างหน้า ฟ้าอาจจะยังไม่สดใสนัก
แต่ถ้าอยู่กับครบแปดคน ยังไงก็จะบินออกไปอยู่แล้ว ยังไงก็ไม่มีวันทิ้งกันอย่างแน่นอน
คุซาโนะนั่งกุมมือแนบที่อก ขอให้ที่คาเมะพูดเป็นความจริงเถอะนะ...
อย่าให้คนคนนั้นต้องเป็นยามะพีเลย...ขอร้องล่ะ เห็นแก่ลูกด้วยพระผู้เป็นเจ้า
“คุซาโนะ” เคย์จังเรียกคุซาโนะเบาๆ มีเรื่องอะไรในใจงั้นหรอ? ทำไมต้องทำท่าแบบนั้นล่ะ
นั่นไม่ใช่คุซาโนะผู้ร่าเริงเลยนี่ “เป็นอะไร มีอะไรก็บอกฉันได้นะ”
แววตาที่สั่นๆของคุซาโนะ ทำให้ชิเงะต้องรีบดึงเด็กน้อยเข้าไปกอดแล้วลูบหัวเบาๆ
“ไม่เป็นไรนะ...อย่ากังวลไปเลยนะคุซาโนะ ยามาชิตะคุงเดี๋ยวเค้าก็คงจะมาแหละ ไม่นานหรอกนะ”
ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าคิดอะไรอยู่ แต่เท่าที่ดูจากแววตาแล้ว...เขาเป็นห่วง
“ตอนนี้ยามาชิตะคุงอาจจะนั่งกินข้าวอยู่ก็ได้เนาะ
หรือไม่เขาอาจจะกำลังผิวปากอย่างอารมณ์ดีเข้าบริษัทก็ได้ ไม่เป็นอะไรนะ”
“ผะ...ผมก็อยากให้เป็นอย่างที่ชิเงะพูดแหละ” น้ำเสียงอู้อี้ดังขึ้นมา
ขอให้เป็นอย่างนั้นด้วยเถิด...ลูกขอภาวนา
.........อาจจะโกรธกันได้บ่อยๆ.........
.........ไม่ได้อยู่คนละข้างสักหน่อย..........
.........เรายังมีกันอยู่จำได้ไหม.............
“มันนานเกินไปแล้วนะ” เรียวตะโกนออกมา ทำไมนายยังไม่มาอีก พีจัง...นายรู้มั๊ยฉันห่วงนายแค่ไหน
นายคิดบ้างมั๊ยว่าฉันก็ห่วงนายไม่แพ้คนอื่นอ่ะ มาซะที มาเหอะนะ
ฉันก็แค่...อยากจะขอโทษ
“เรียวใจเย็นๆก่อนนะ” อุจจี้ดึงชายเสื้อเรียวเพื่อให้เขานั่งลง
ก็รู้...ทำไมจะไม่รู้ล่ะว่าเรียวห่วงพีมากแค่ไหน ทุกคนก็ห่วงทั้งนั้นแหละ
“แกกับฉันเป็นเพื่อนกันมากี่ปีแล้วพี เออ ฉันอาจจะขี้โมโห ปากเสีย ชอบแกล้งแกไปอ่ะ
ปกติแกก็ไม่โกรธนี่หว่า” เรียวตะโกนออกมาราวกับว่าคนที่ถูกกล่าวถึงนั่งอยู่ตรงหน้า
“มาซะทีเหอะนะ มานะพี แกกลับมานะเว้ย!!! แกมาให้มันเร็วๆหน่อยไม่ได้รึไง”
“ฉันกับแกทะเลาะกัน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าฉันกับแกต้องเป็นศัตรูกันนะเว้ย”
เรียวส่ายหน้าไปมาอย่างไร้ความหวังก่อนที่จะทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาข้างๆฮิโรกิ
“จิน...มันเกิดอะไรขึ้น บอกฉันเถอะ” คาเมะกัดปากแน่นสนิท
“อ๊า!!! คิดออกแล้ว” เสียงของยามาชิตะตะโกนดังขึ้นมาท่ามกลางเสียงเพลงเบาๆ คนแรกที่เขาจะบอก
...อาคานิชิ จิน...
“เฮ้ยๆ จินอย่าเพิ่งนอนนะเว้ย ฉันพอจะคิดแพลนงานใหม่ออกแล้วล่ะ”
พูดโทรศัพท์ไป เท้าก็เหยียบคันเร่งไป “เฮ้ย ฟังกันก่อนนะเพื่อน....”
ตุ๊บ!!!
กระดาษแพลนงานร่วงลงไปที่รองเท้าทางฝั่งคนนั่ง
“แปปนะจิน เดี๋ยวเก็บงานแป๊ป”
มือที่ควบคุมพวงมาลัยอยู่ข้างเดียวนั้นไม่ได้ทำให้การขับรถของยามาชิตะดีขึ้นเลยสักนิดเดียว
มองทางแล้วไม่ปรากฏว่ามีรถใดสวนมา ก็แหงล่ะ...ก็นี่เป็นเวลาตีหนึ่งกว่าๆแล้วนี่
ก้มหน้าลงไปเก็บงานที่ร่วง “เฮ้ย! อย่าเพิ่งหลับนะไอ้จิน” ตะโกนเข้าไปในโทรศัพท์ที่เอาวางไว้ตรงเกียร์
วื๊ดดดดดดดด!!! โครม!!!
“เฮ้ยๆๆๆๆ เสียงอะไรอ่ะพี”
“.........................”
“พี...”
“ตอนนั้นฉันก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...แต่มันก็ไม่มีเสียงอะไรเลย สายโดนตัดไปดื้อๆ”
จินกัดริมฝีปากหนา “แล้ว...แล้วฉันก็เลยขับรถ แล้วก็เจอมือถือมันตกอยู่” อาคานิชิเสียงสั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“ส่วนตัวพีกับรถมัน...อยู่ตรงไหล่ทาง” ร่างสูงเหมือนหมดแรงที่จะนั่งต่อไป แม้แต่แรงที่เขาจะนั่งเขายังไม่มีแรง
จินหยิบเศษมือถือของเพื่อนออกมา มือถือสีแดง สีนำโชคของยามะพี...
ตอนนี้มันกลายเป็นซากอะไรก็ไม่อาจทราบได้หากไม่พิจารณาให้ดีๆ
คาเมะนั่งสะอื้นเงียบๆ ไม่มีเสียงร้องคร่ำครวญ ไม่มีเสียงเอะอะอึกกระทึก มีแต่ความเงียบ
ความเงียบเท่านั้น ทัตสึยะนั่งคิ้วขมวด ใบหน้าสวยดูไม่มีความสุขเอาซะเลย
แม้แต่คนที่ร่าเริงและมีรอยยิ้มเป็นเสน่ห์ยังอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
ตอนนี้...ในขณะที่ทุกๆอย่างกำลังจะเดินไปได้ด้วยดี แต่ทำไมมันจะต้องมีอุปสรรคมากมายและหนักหนาขนาดนี้
มันยังไม่พออีกหรือ...มันยังไม่พออีกหรอที่จะให้เด็กทั้งแปดคนต้องเดินผ่าฝนเม็ดใหญ่ขนาดนั้น
หากแม้เขาผ่านมาได้ แต่ก็มีโอกาสที่เค้าจะล้มลงในตอนจบ
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า...หากพระองค์มีจริง ลูกขอให้พระองค์จงคุ้มครองพวกเขาจนกว่าจะไปในทางที่เรียบสงบ...
อยากให้พวกเขาทำงานโดยที่ไม่มีอุปสรรคใดขัดขวางอีก ลูกขอภาวนา...
“แล้วพวกนายจะไม่บอกคนอื่นๆในวงซะหน่อยหรอ” โคคิที่นั่งเงียบมาตลอดเอ่ยปากขึ้นบ้าง
จินหันหน้ามามอง น้ำตาคลอเบ้า “นายว่าฉันควรจะบอกดีมั๊ย...ตอนนี้คนที่รู้เรื่องนี้ก็มีแค่พวกเราหกคนเท่านั้น
แล้วก็พวกหมอกับพยาบาล แต่ฉันสั่งเอาไว้แล้วล่ะว่าอย่าบอกนักข่าวเรื่องนี้”
“ฉันกลัวว่าพวกนั้นจะหมดแรงไปซะก่อนที่พีมันจะตื่นขึ้นมา” จินพูดเสียงเรียบ
“แต่มันก็น่าจะดีนะ ถ้านายบอกให้พวกนั้นรู้เพราะอย่างน้อยโทโมะก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งในวง”
แร็ปเปอร์พูดปลอบใจจิน “แต่ฉันกลัว ฉันยอมรับว่าคนที่ฉันกลัวที่สุดคือคุซาโนะ เพราะเจ้านั่นยังเด็กเกินไป
เจ้านั่นสมควรที่จะได้รับชีวิตที่สดใสของเจ้านั่นคืนมา”
คาเมะนั่งสะอื้นหนักขึ้นอีกเมื่อพูดถึงคุซาโนะ...สงสาร สงสารจับใจเลย
“ตะ...แต่...” เสียงเข้มๆของตนใบหน้าสวยอย่างอุเอะดังขึ้นมา
“คนที่ฉันห่วงที่สุดคือเรียว ฉันกลัวว่าเจ้านั่นจะต้องโทษตัวเอง ฉันไม่อยากให้เรียวคิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุ...”
ยูอิจิลุกขึ้นมา “แต่ไม่ว่ายังไงเราก็จะต้องบอกทุกคนให้รู้เรื่องนี้ มันเจ็บปวดกว่านะ
ถ้าในเวลาที่เพื่อนของตัวเองเป็นอะไรแล้วเราไม่ไปสนใจน่ะ” พี่ใหญ่ของวงหน้านิ่ว “จุนโนะ นายไปกับฉันหน่อย”
===========================================
..NewS..
ป้ายหน้าห้องถูกป้ายขนาดใหญ่จากฝีมือของทั้งแปดคนแขวนอยู่อย่างเด่นชัด มองไกลๆก็ยังรู้ว่าของวงอะไร
ยูอิจิและจุนโนะที่มาถึงบริษัทยังแอบน้ำตาตกไม่ได้เมื่อมองเห็นความสนุกสนานของวงข้างเคียง ที่อยู่ข้างๆเขามาตลอดเวลา
แกร๊ก!
เสียงลูกบิดที่บิดประตูเข้ามา ทำให้เจ็ดคนที่นั่งในห้องมองตามกันไม่วางตา...มาแล้วใช่มั๊ย
ไม่เพียงแต่ร่างที่ปรากฏนั้นไม่ใช่ร่างของลีดเดอร์ของวง แต่กลับเป็นของเพื่อนข้างวงที่มีใบหน้าเศร้า...
แม้แต่ทางุจิที่ร่าเริงยังเศร้าไปด้วย
คุซาโนะเบือนหน้าหนีทั้งคู่ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...ทำไมคนทั้งคู่ทำหน้าแบบนั้น
“เอ่อ ยูอิจิ จุนโนะมีอะไรหรอ” โคยาม่าพี่ใหญ่ของวงพยายามทำหน้าสดชื่นเมื่อเห็นบรรยากาศไม่ค่อยจะดี
“ทะ...ทำไมทำหน้ากันแบบนั้นล่ะ” พูดเสียงสั่น
อย่าให้เป็นแบบนั้นเลย...ไม่ชอบเรื่องแบบนั้นเอาซะเลย
ยูอิจิหลับตาลง ใบหน้าสวยของคนที่นอนสลบอยู่ที่โรงพยาบาลเข้ามาในสมองเค้าอย่างไม่คาดการณ์
การโตของเด็กคนนั้น รุ่นน้องคนนั้นที่โตมาด้วยกัน พัฒนาอย่างรวดเร็วโดยไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตาหรือฝีมือ
จุนโนะลูบหลังพี่ใหญ่เบาๆ ทั้งๆที่บอกให้มาด้วยกันแท้ๆ ทำไมถึงปลอบเขาไม่ได้นะ
“มีเรื่องอะไรกันหรอ” อุจจี้ถาม กัดริมฝีปากแน่น ทำไมใจมันสั่นๆพิกลแฮะ
“คือว่า...” จุนโนะเริ่มด้วยเสียงที่เบาหวิว “ยะ...ยามาชิตะคุง...” ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะพูดจบ คุซาโนะปล่อยโฮออกมาดังลั่นห้องอัด
“ยามะทำไม รุ่นพี่เป็นอะไร” ตะโกนดังขึ้นมา ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้แล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...
มือที่สั่นเทาของเรียวถูกเกาะกุมด้วยมือสวยอย่างอุจจี้ เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“พีเกิดอุบัติเหตุ รถตกไหล่ทาง...มัน...สลบไปแล้ว” ยูอิจิตัดสินใจพูดออกมา
พยายามหาประโยคที่จะทำให้เข้าใจเร็วและคงจะไม่ช๊อคมากนัก
มัสสึดะเบิกตากว้าง “ไม่ตลกเลยนะครับ มะ...มันไม่ตลกเลยนะ” ไม่อยากจะเชื่อ ทุกอย่างเป็นเรื่องโกหกใช่มั๊ย
มือที่สั่นลูบหัวยูยะที่ซบอกของเขาอยู่
“ไม่จริง ไม่จริงใช่มั๊ย ยามาชิตะคุงไม่เป็นอะไร อย่ามาล้อเล่นกับผมนะครับ ทุกคนโกหกผมใช่มั๊ย”
ร่างบางลุกพรวดไปคว้าคอเสื้อจุนโนะที่ยืนกัดปากตัวเองอยู่
“ทางุจิคุงครับ นี่เป็นเรื่องล้อเล่นที่พวกคุณจะทำให้พวกผมร้องไห้กันเล่นๆใช่มั๊ย”
จุนโนะหลับตาช้าๆ “เทโงชิ...” เรียกเสียงเบา อยากจะคิดอย่างนั้นเหมือนกัน
อยากให้มันเป็นเรื่องตลกเหมือนกัน แต่ในเมื่อมันเป็นความจริง...ที่ทุกคนไม่อยากจะยอมรับมัน
เรียวนั่งนิ่ง ร่างกายไม่มีส่วนไหนที่ขยับ แม้แต่กระพริบตา...ทั้งๆที่กำลังจะได้งานอยู่แล้ว มันเกิดอะไรขึ้น...
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะใครกัน...เพราะว่าใคร!!!
คนตัวเล็กสะบัดมือออกจากอุจจี้ “ยูอิจิ บอกฉันมานะ ว่าพีอยู่ที่ไหน บอกมาเดี๋ยวนี้นะ...
ถ้านายกล้าหลอกฉันเล่นๆเราได้เห็นดีกันแน่” มือที่กุมคอเสื้อคนตัวสูงกว่าอยู่บีบแน่น แต่ส่วนที่มันแน่น
มันอึดอัดมากกว่า...มันที่นี่ต่างหาก...ที่ใจต่างหาก
โคยาม่าและชิเงะที่ไม่กล่าวอะไรนั้นไม่ใช่ไม่เสียใจ แต่เพราะว่ามันไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไปดี
ตอนนี้แม้ร้องไห้ไปก็คงไม่ได้ผลดีอะไรขึ้นมา ถ้าทุกคนร้องไห้
แต่ไม่มีคนปลอบ...มันก็คงจะไม่ได้ทำให้ทุกๆอย่างดีขึ้นมาหรอก
“ละ...แล้วพวกนายรู้กันตอนไหน” ชิเงะถามพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง ถ้าจะอยู่กับโคยาม่าก็ต้องเข้มแข็งเข้าสิ
เป็นที่รองรับน้ำตาให้กับคนอื่นได้...เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
“เมื่อเช้า...” ปากสั่นเทาของจุนโนะตอบ “จินโทร.มาบอก เมื่อคืนนี้จินอยู่กับพีทั้งคืน”
คุซาโนะและเรียวกัดปากสนิท “ทะ...ทำไมถึงไม่มีใครมาบอกพวกเรา” เรียวถามน้ำตาเอ่อล้นใบหน้า
นี่สินะ...ที่ยูอิจิเรียกว่าเจ็บปวด มันเจ็บมากขนาดนี้นี่เอง
หากเขาไม่บอก...ก็คงจะต้องมีคนที่เจ็บปวดกว่านี้ ยูอิจิพูดถูกแล้ว
“ในขณะที่ยามะพีนอนที่โรงพยาบาล ทำไมถึงไม่มีใครบอกพวกเราสักคนเลยล่ะ?
กลัวพวกเราจะเสียใจงั้นหรอ ฉันเจ็บมากกว่านะ ที่ไม่มีใครบอก...ทั้งๆที่เขาก็เป็นคนสำคัญของเรา
ทำไมเราถึงไม่มีสิทธ์รับรู้เรื่องของเค้าล่ะ” อุจจี้พูดออกมา ความเจ็บปวดที่เก็บไว้มานาน ความรู้สึกตั้งแต่ที่ทั้งสองคนเดินเข้ามา
“อย่าเพิ่งมาเถียงหรือว่าอะไรกันตอนนี้เลย...ยูอิจินายนำทางนะ” โคยาม่าตัดสินใจสงบเหตุการณ์ทุกอย่างลง
มือสวยประคองร่างของคุซาโนะให้ยืนขึ้น จุนโนะกอดยูยะพลางพาเดินไปที่รถ
เรียวเดินตามยูอิจิไป อุจจี้และมัสสึดะต่างรีบตามโคยาม่าไปเช่นกัน
===========================================
“อยากร้องไห้มั๊ย” โคยาม่าถามชิเงะเมื่ออยู่ในโรงพยาบาล เขาเห็นว่าดวงตาคู่นี้ชื่นฉ่ำไปด้วยน้ำตา
หากแต่ว่าน้ำตามันไม่ได้ไหลออกมาเท่านั้นเอง
“นายไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดนี่หน่า...คนเราน่ะ มีบางครั้งที่ต้องอ่อนแอ
ร้องไห้ออกมาเถอะนะ ถ้าอยากจะร้องไห้”
ร่างบางเอามือปิดปากสนิท แต่โดนมือของโคยาม่าเอาออกมาซะก่อน
“อยากร้องก็ปล่อยมันออกมาเลยนะ ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้มแข็งเพื่ออยู่เคียงข้างฉันหรอกนะ”
ใช้มือกดหัวชิเงะให้ซบกับไหล่ของตัวเอง “เหนื่อยก็ปล่อยออกมาเถอะนะ”
น้ำอุ่นๆถูกตัวโคยาม่าโดยที่ผ่านผ้าเนื้อบางมาก่อน “ฉันพร้อมจะเป็นผ้าเช็ดหน้าให้นายเสมอนะ”
น้ำตาที่ไหลออกมาเรื่อยๆโดยที่ไม่มีการสะอื้นของร่างบางก็ถูกเสื้อของเคย์จังซึมซับไปเรื่อยๆ
“ฉันเชื่อนะ...ว่ายังไงยามะพีก็ต้องตื่นขึ้นมาอยู่แล้ว เขาไม่ชอบอยู่นิ่งๆนานๆหรอกคนนั้นน่ะ...
ขาชอบจะตายการออกมาเต้น การเคลื่อนไหว” โคยาม่าปลอบทั้งๆที่ลึกๆแล้วก็กลัวเหมือนกัน
ถ้าเวลาอย่างที่จินบอกจริงๆ ก็เป็นเวลาเกือบสิบสองชั่วโมงแล้ว ที่ชายหนุ่มในห้อง ICU นอนโดยที่มีสายระโยงรยางค์เต็มไปหมด
ทัตจังที่กอดเรียวอย่างใจเย็นพลางพูดปลอบไปพลาง
“ไม่ใช่นายหรอกนะเรียวจัง ยามาชิตะคุงเค้าไม่ได้เป็นอย่างนี้เพราะนายนะ ไม่มีใครที่จะเกลียดนายลงหรอกนะ...
ไม่มีใครเกลียดนายเพราะนายไม่ใช่คนที่ทำผิดหรอกนะ” ในเวลาที่เรียวอ่อนแอ เขาใช่มั๊ยที่จะต้องเป็นส่วนที่เข้มแข็ง
แต่นายไม่ผิดหรอกนะเรียว...ไม่มีใครผิดหรอก มันเป็นเพียงอุบัติเหตุที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ไม่มีสักคนที่อยากให้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น
“แล้วคุณจอห์นนี่รู้เรื่องรึยังล่ะ” โคคิถามจุนโนะที่กำลังปลอบยูยะอยู่
จุนโนะส่ายหน้า “ยังหรอกเพราะว่าตอนนี้คิตะคาวะคุงไปนิวยอร์คกระทันหัน”
ข้างๆเขา คุซาโนะและคาเมะที่แข่งกันร้องไห้โดยที่มีอุจจี้คอยลูบหลังอยู่
แต่คนที่น่าห่วง...จะมีอยู่สองคนน่ะสิ จินกับมัสสึดะ ทั้งคู่ต่างนั่งซึมอยู่กันคนละมุม
ไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีอะไรจากทั้งสองคน แม้แต่ความรู้สึก...มันหายไปจริงๆ
จินนั่งมองทุกคนร้องไห้ด้วยสายตาว่างเปล่า ตอนนี้อะไรกัน
อยากร้องไห้เหมือนกันแต่มันบีบหัวใจซะจนมันร้องไม่ออก อะไรคือสิ่งที่หายไปตอนนี้...มันน่าใจหายจริงๆ
ถ้าจะคิดว่าคนในห้องต้องกลายเป็นเจ้าชายนิทรา เป็นเพื่อนกันมากี่ปี...เคยโกรธกันกี่ครั้ง...แต่ไม่เคยสักครั้งที่จะเกลียดกัน
ร่วมงานกันมากี่ปี ซัมมารี่มากี่ครั้ง ไม่ว่าปัญหาทุกอย่าง เรื่องทุกเรื่องก็จะมาปรึกษากันตลอด
แม้จะเป็นแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆยังโทร.หากันตลอด แล้วเขาจะยืนอยู่ได้มั๊ย...เขายังจะสามารถยืนตรงอยู่อีกได้มั๊ย...ยามะพี
มัสสึดะก้มหน้ามองพื้นด้วยความรู้สึกหลากหลายจนไม่สามารถแสดงออกมาได้
ทั้งเศร้า เสียใจ โกรธ ทุกๆอย่าง...ทั้งๆที่คิดว่าเป็นเรื่องโกหก ทั้งๆที่คิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น
ที่ยูอิจิและจุนโนะแต่งให้พวกเขาร้องไห้ออกมา พอพวกเขาร้องไห้...ทุกคนต่างก็จะบอกว่าล้อเล่น เท่านี้ก็จบ
แต่นี่มัน...โกรธ โกรธยามาชิตะที่ทำแบบนี้ โกรธที่ยามาชิตะคุงไม่ยอมตื่นขึ้นมาเต้นเร็วๆ
ไม่ว่าปาฏิหารย์ที่ไหนมีจริง...ก็อยากจะขอให้คุ้มครองเขา...อยากให้คุ้มครองคนที่นอนหลับใหลอยู่ในห้องนั้นตื่นมาโดยเร็ว
“คุซาโนะ คุซาโนะ” เสียงเรียกเบาๆกระซิบที่ข้างหูของคุซาโนะที่หลับไปด้วยความเหนื่อย
คุซาโนะตื่นขึ้นมาพลางขยี้ตาด้วยความงัวเงีย พลางมองไปข้างๆ ทุกคนหลับหมดแล้ว...และ...
แล้วใครล่ะที่เรียกเขาเมื่อกี๊ น้ำเสียงคุ้นจังเลย
“คุซาโนะ...” เสียงนั้นเรียกขึ้นมาอีกครั้ง คนโดนเรียกหันไปมองข้างหน้า
แต่ก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความตกใจ “ชู่ว์” คนตรงหน้าจุ๊ปาก
“ยะ...ยามาชิตะคุง” เรียกอย่างยากลำบากเหลือเกิน
“อย่าร้องไห้เพราะฉันอีกเลยนะ” ยามะพีกัดริมฝีปาก “นี่...นอตตี้ นายต้องเข้มแข็งเอาไว้ให้มากๆนะ...
ยังไงงานนี้พวกเราก็จะต้องทำต่อไปเข้าใจมั๊ย” มือบางลูบหัวคนข้างหน้าด้วยความเอ็นดู
“ถ้าวันนึง ไม่มีฉันพวกนายก็ต้องอยู่ให้ได้นะ...” พูดเบาๆ
“แล้วโทโมะจะไปไหนอ่ะ”
“ไม่รู้สิ...แต่นายต้องเข้มแข็งเอาไว้มากๆนะ อย่าดื้ออย่าซนกับเคย์จังและสตาฟล่ะ นายโตขึ้นแล้วนะ...”
เสียงขาดชะงักไปเพราะน้ำตาที่มันไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย
“ดูแลตัวเองให้ดีๆ อย่าหักโหมกับงานล่ะ ฝากบอกเรียวด้วยนะ...ว่าเขาไม่ผิดหรอก...ฝากบอกด้วยนะ”
“ถ้าตื่นขึ้นมา...แล้วไม่เจอฉัน อย่าร้องไห้นะ...ฝากบอกทุกๆคนด้วยว่า ขอบคุณมาก...
ที่เห็นฉันเป็นคนสำคัญ ขอบคุณที่ทุกคนยังรักฉันเหมือนเดิม สู้ๆเข้านะนายน่ะ”
คุซาโนะที่สะอื้นอยู่เงยหน้าขึ้นมามองยามะพีแล้วกำชายเสื้อแน่น “ถ้าผมไม่ให้รุ่นพี่ไปล่ะครับ”
“วันนึงนะ...คนเราก็ต้องสูญเสีย ขอให้นายรับมันให้ได้นะ
แต่ถ้าวันไหนที่นายเหนื่อยหรือเหงาก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้านะ...เพราะฉันกำลังมองนายอยู่ อย่าลืมนะ...คนเราก็ต้องสูญเสีย”
“ฉันยืดเวลาออกไปไม่ได้แล้วล่ะ ฝากบอกทุกคนนะว่าอย่าร้องไห้ให้กับฉันอีก แต่อยากให้ทุกคนเก็บฉันไว้ในความทรงจำ”
มือของคุซาโนะตอนนี้ก็กลับกำแต่เพียงอากาศเปล่าๆ
“ยะ...ยามะพี”
“อย่าไปเลย กลับมานะ...กลับมานะ...ขอร้อง กลับมาเถอะ...ฉันอยู่ไม่ได้นะ...กะ...กลับมา”
Tululu Tululu…lululu
“คะ..ครับ” เสียงสั่นเมื่อรับโทรศัพท์ น้ำตายังคงอาบเต็มแก้มทั้งสองข้าง
“ยินดีต้อนรับการกลับมาของนายนะนอตตี้ อ้อ แฮปปี้เบิร์ดเดย์สามปีนิวส์กว่าๆด้วยแหละ”
น้ำเสียงสดใสของลีดเดอร์ของวงอย่างยามะพีดังเข้ามาในสาย
“ยะ...ยามาชิตะคุง” คุซะโนะพูดเสียงสั่น “นาย...นายไม่ได้เป็นอะไรใช่มั๊ย” ถามเสียงเครือ
“อ้าว...ไอ้น้องคนนี้นี่ คนอุตส่าห์โทร.มายินดีด้วย ถามว่าเป็นไรมั๊ยเดี๋ยวปั๊ด”
แม้จะดูคล้ายโกรธ แต่ความรู้สึกในน้ำเสียงนั้นมันไม่ใช่เลย
“หรือผมแค่ฝันไป” ถามกับตัวเองเบาๆ แต่ก็ได้ยินไปถึงคนในสาย
“ห๊ะ นายฝันว่าฉันเป็นอะไรเจ้าตัวแสบ...ท่าทางจะไม่ดีแน่ๆ ฉันไม่ฟังดีกว่า” กำลังจะพูดต่อแต่โดนขัดขึ้นมา
“อยู่กับพวกเราไปนานๆนะครับ” คุซาโนะตะโกนเข้าไปในโทรศัพท์ “อยู่ด้วยกันตลอดไปเลยนะ”
“ถ้าพวกนายอยากให้ฉันอยู่ ฉันก็จะหน้าด้านอยู่ แต่ว่านาย...จะให้ฉันไปไหนเนี่ย
โอ๊ยยย คุยกับนายแล้วปวดหัวอ่ะ ประสาทจะกิน” บ่นเบาๆ “เออ...คืนนี้ว่าจะไปบ้านนายน่ะ จะเอาแพลนงานไปให้ดู”
คนตัวเล็กถึงกับหัวใจกระตุกวูบ...กลัวจริงๆ กลัวว่าจะเป็นแบบในความฝัน
“มะ...ไม่ต้องมานะ เดี๋ยวเอาไปให้ดูที่บริษัทก็ได้” น้ำตาที่หายไปแล้วรื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“ง่า งั้นฉันกลับก็ได้”
“กลับ?” คุซาโนะทวนคำ เสียงที่เงียบก็เริ่มมีเสียงหัวเราะเล็กๆเร็ดรอดเข้ามาตามสาย “อยู่ไหนกันเนี่ย?”
“ออกมาดูเองสิ”
คุซาโนะเปิดประตูออกไป ถึงกับตาค้างด้วยความงง ก็จะอะไรไปล่ะ...ถ้าไม่ใช่
ยามะพี อุจจี้ เรียวจัง ชิเงะ โคยาม่า มัสสึดะ ยูยะ
ยืนเรียงกันพลางหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน โดยที่มีหัวหน้าวงถือมือถืออยู่
ใบหน้าที่มีแต่ความงงของคุซาโนะคลายยิ้มออกมา “ทุกคน...แกล้งผม”
แต่ก็กระโดดเข้าไปกอดเรียงคนที่ยืนอยู่จนเกือบจะล้มกันทั้งวง
“ฉันก็อยากจะบอกกับนายเหมือนกัน” ยามะพีกระซิบเบาๆที่หูของคุซาโนะ
“ว่า...บางทีฉันอาจจะฝันเหมือนนายก็ได้นะ...”
คนตัวเล็กถอนกอดด้วยความงง
“ก็...พวกเราฝันเหมือนกันทุกคนเลยไง”
ปล. จบได้ซะทีนึง ฮ่ะๆ แต่ออกมาทำไมตอนท้ายๆมันชักป่วงๆหว่า
ตอนแรกกะจะจบแบบทิ้งไว้ แต่เดี๋ยวโดนคนอ่านรุมตื้บ...ไม่เอาดีกว่า
เดี๋ยวศพจะไม่สวยงาม - - เป็นไงก็ฝากมา ณ ที่นี้แล้วกัน
แต่งไว้เมื่อปีที่แล้ว...กับไอ้ที่รัก นั่งร้องไห้กันหน้าคอมอยู่สองคน
ด่ากันไปด่ากันมา...คิดถึงวันนั้นจังเลย (ปล. ก็ไม่ได้แก้แต่อย่างใด)
วันนี้กลับมาอ่านเรื่องนี้อีกรอบ นั่งร้องไห้เพราะอะไรก็ไม่รู้
ไม่รู้เพราะว่าฟิครึเปล่า หรือเป็นบรรยากาศวันนั้น แต่เอาเถอะ...! ฝากฟิคไว้ด้วย
อาจจะไม่ค่อยซึ้งหรือเกิดอยากตื้บคนแต่งก็เอาเถอะ T T ตอนท้ายๆดูป่วงๆเพราะไม่มีคนด่า
แง๊...มันหายไปไหนก็ไม่รู้ช่วงนั้นอ่ะ ไอ้บ้า...
เลยออกมากระท่อนกระแท่นด้วยประการฉะนี้ ^^
พี่ภาวนาให้ใครสักคนเห็นใจ พาคนของเรากลับมาครบ 8 คน คุ้มครองพวกเค้า รักพวกเค้า ให้พวกเค้าเป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนที่เรารอคอย
อย่าให้เกิดเรื่องร้ายๆกับพวกเค้า อย่าพรากพวกเค้าออกจากกัน
พี่ภาวนาทุกวัน..........
#1 By █ ❤▌ZUTTO SOBA NI █ ❤▌ on 2007-09-22 20:10